
ห้าบวกเจ็ด เท่ากับ 'สูญ'
ห้าบวกเจ็ด เท่ากับ 'สูญ' : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
เพิ่งได้รับหนังสือจากสำนักพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เสียดายที่ได้รับหลังจากงานมหกรรมหนังสือผ่านพ้นไปแล้ว ไม่เช่นนั้นหลายคนที่สนใจหนังสือเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ คงจะได้หาซื้อหนังสือเล่มนี้ พร้อมรับส่วนลดพิเศษไปแล้ว แต่ถึงไม่ได้ส่วนลดหรือสิทธิพิเศษ หนังสือเล่มนี้ก็ยังคุ้มค่าน่าอ่านอยู่ดีค่ะ
หนังสือเล่มที่ว่า คือ หนังสือ “ธรรมะ ธรรมเงิน” เขียนโดย ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ เจ้าของคอลัมน์ Financial Intelligence หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ นักสื่อสารการเงินส่วนบุคคลแนวพุทธ ที่สามารถเชื่อมโยง “ธรรมะ” กับการบริหารจัดการการเงินไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน
ยอมรับว่า อ่านด้วยความเพลิดเพลินกับเนื้อหาสาระที่ ดร.อัจฉรา เขียนไว้เป็นหมวดหมู่ แต่ละบทตอนล้วนแล้วแต่น่าสนใจ หนำซ้ำยังแทรกธรรมะเป็นหลักคิดให้ในทุกบทตอนอีกด้วย
“วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” จึงขออนุญาตหยิบบางส่วนบางตอนของหนังสือมานำเสนอ ถ้าคิดเป็นสัดส่วนที่นำมาเล่าสู่กันฟังก็คงไม่เกิน 1% ของเนื้อหาทั้งหมด ดังนั้น หากเห็นว่า อีก 99% น่าจะเป็นประโยชน์กับการบริหารจัดการเงินของตัวเอง อ่านคอลัมน์จบแล้ว จะพุ่งเข้าร้านหนังสือเพื่อหาซื้อไว้อ่านให้ครบ 100% ก็ตามสะดวก
จริงๆ แล้วสองเรื่องที่หยิบมาขยายต่อ เป็นเรื่องที่อยู่ต่างหมวดหมู่กัน แต่พออ่านแล้วกลับรู้สึกว่า เมื่อรวมกันแล้ว เพิ่มความน่าสนใจได้ไม่น้อย เพราะหนึ่ง เป็นเรื่องของ “5 ลางบอกเหตุแห่งความจน” และสอง เป็นเรื่องของ “7 สาเหตุที่ทำให้คุณไม่รวย” รวมกันแล้ว จึงเป็นที่มาที่จั่วหัวไว้ตั้งแต่ต้นว่า “ห้าบวกเจ็ด เท่ากับสูญ” เพราะนอกจากจะไม่มีโอกาสร่ำรวยแล้ว ยังเข้าข่ายว่าจะยากจนอีกด้วย
ดร.อัจฉรา บอกว่า “5 ลางบอกเหตุแห่งความจน” ประการแรก เริ่มจาก “การไม่มีความสุขกับการทำงาน” หมายถึงไม่อยากทำงาน แต่ก็ยังต้องทำ เพราะยังต้องการเงินเดือน ต้องการรายได้ไปจับจ่ายใช้สอย การทำงานจึงกลายเป็นการทำเพื่อเงิน โดยปราศจากความตั้งใจ ความเอาใจใส่ รวมถึงไม่สนใจพัฒนาคุณภาพงาน คนที่มีนิสัยแบบนี้ นอกจากจะเบียดเบียนตัวเองแล้วยังเบียดเบียนเพื่อนร่วมงานและเบียดเบียนโลกด้วย
ลางบอกเหตุข้อที่ 2 คือ “การมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเงิน” เช่น คิดว่าต้องมีรายได้เยอะๆ ก่อน แล้วจึงค่อยออมเงิน คิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องของคนรวย ที่มีเงินทองมากมายเท่านั้น คิดว่าได้เงินเดือนน้อยก็เลยไม่พอใช้จ่าย คิดว่าได้เงินน้อยจึงไม่ต้องขยันทำงาน หรือคิดว่าตัวเองไม่มีทางเป็นคนรวยได้ เพราะความคิดจะเป็นตัวกำหนดชีวิตเรา หากเรามีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเงิน เราก็จะปฏิบัติต่อเงินไม่ถูกต้องด้วย และเมื่อเราปฏิบัติต่อเงินผิดพลาด โอกาสดีๆ ในการสะสมความมั่งคั่งก็จะลดลงไปอย่างน่าเสียดาย
ถัดมาเป็นเรื่องของ “การไม่มีวินัยในการใช้ชีวิต” ใครที่ไม่สามารถบังคับฝืนใจตัวเองให้ทำในสิ่งที่ควรจะทำได้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำหรือไม่มีวินัยในตัวเอง ก็มีโอกาสจะกลายเป็นคนจนได้มาก ด้วยความที่คนเรามีแนวโน้มชอบความสุข ความสบาย ชอบตามใจตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นานๆ เข้าความยุ่งเหยิงในชีวิตก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจจะจัดการไม่ได้
ลางบอกเหตุประการที่ 4 คือ “การไม่ยอมรับความจริง” หลายคนยอมเป็นหนี้เกินตัวเพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถขนาดใหญ่เกินกำลัง เพราะต้องการมีหน้ามีตาในสังคม การไม่ยอมรับความจริงมักทำให้เรามองไปที่คนอื่นแล้วพยายามจะมี จะเป็นอย่างคนอื่น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วการได้รับการยอมรับสามารถทำได้หลายวิธี โดยไม่ต้องปรุงแต่งเกินความจำเป็น
สุดท้ายเป็นเรื่องของ “การขาดปัญญาในการใช้ชีวิต” ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนเสมอ เพราะเงินคืออสรพิษ สำหรับคนที่ใช้เงินอย่างไม่ฉลาด เมื่อมีเงิน จึงต้องมีปัญญากำกับด้วย จะได้ไม่ใช้เงินอย่างไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์หรือไม่ฉลาด คนมีปัญญาเท่านั้นที่จะมองเงินและจัดการกับเงินได้อย่างถูกต้อง
ที่สำคัญ คนมีปัญญาจะรู้ว่า ความจนคืออะไร และเข้าใจว่าคนจนมี 2 ประเภท คือ “จนเพราะไม่มี” และ “จนเพราะไม่พอ”
มาถึง “7 สาเหตุที่ทำให้คุณไม่รวย” กันบ้าง ในหนังสือของ ดร.อัจฉรา บอกไว้ว่า ข้อแรกคือ “เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง” ซึ่งก็หมายถึงการใช้จ่ายอย่างคนรวยทั้งที่ตัวเองไม่ได้มีเงินทองมากมาย สังเกตง่ายๆ จากคนที่มีหนี้สินที่เกิดจากการผ่อนชำระสินค้าฟุ่มเฟือยหรือบริการหรูเกินฐานะ ข้อสอง “ไม่รู้ว่าเงินไปไหน ไม่รู้ว่าใช้จ่ายอะไรบ้าง” แบบนี้ก็คงจะจัดการกับเงินได้ยาก ถ้าเรายังไม่รู้ว่าเงินที่หามาได้ ถูกใช้จ่ายไปในทางใดบ้าง หมดไปเพราะสาเหตุใดบ้าง การจดบันทึกรายรับรายจ่าย คือทางแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุด
ประการที่ 3 “รอมีเงินเหลือแล้วจึงเก็บออม” สาเหตุนี้แก้ไม่ยาก เพียงรู้จักเก็บเงินก่อนใช้เงิน ก็จะมีเงินออมอย่างแน่นอน ไม่ต้องคอยลุ้นว่าเดือนนี้จะมีเงินเหลือให้ออมหรือไม่ ถัดมา “ยอมเป็นหนี้ตามความพอใจ” คงจะรวยได้ยาก หากเราไม่มีความอดทนรอคอย ไม่รู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ไม่มีความพยายามในการต่อสู้กับความอยากได้ อยากมี ยอมตามใจตัวเองตลอดเวลา แต่มีเงินไม่มากพอจนต้องกู้เงิน ทั้งรูดบัตรเครดิต ทั้งสินเชื่อบุคคล ทั้งในระบบและนอกระบบ ทางออกคือ ต้องลด ละ เลิก และหัดต่อรองกับกิเลสบ้าง
สาเหตุที่ 5 เป็นเรื่องของ “การไม่มีเป้าหมายทางการเงิน” เป้าหมายทางการเงิน ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่สุดที่จะทำให้เราร่ำรวยได้ เพราะเป้าหมายจะช่วยขีดเส้นทางและสร้างแรงผลักดันให้อย่างน่าอัศจรรย์ สาเหตุประการที่ 6 คือ “ความไม่มีวินัยทางการเงิน” การมีวินัยทางการเงินจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินของเราให้ถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
และสุดท้าย คือ “ไม่รู้จักพอ” หลายคนอาจจะร่ำรวย จนใครๆ แอบอิจฉาตาร้อนตัวเองกลับคิดว่า ยังไม่รวยสักที อยากจะมีเงินมีทองมากขึ้นไปอีก ยังต้องทำงานหนักจนเสียสมดุลในชีวิต เราจึงเห็นเศรษฐีมากมายที่ไม่รู้จักพอ และไม่เคยแบ่งปันให้คนที่ด้อยโอกาสกว่า
ลองพิจารณาตัวเองให้ถี่ถ้วน ถ้าพบว่า เราเข้ากฎ “5 ลางบอกเหตุแห่งความจน” หรือ “7 สาเหตุที่ทำให้คุณไม่รวย” ไม่ว่าจะเข้าข่ายอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเข้าข่ายทั้งสองอย่างรวมกัน คือ ต้องทำใจยอมรับความเป็น “สูญ” ที่มากกว่า “ศูนย์”
เปลี่ยนแปลงตัวเองวันนี้ ห้าบวกเจ็ดของคุณ นอกจากจะไม่เท่ากับสูญแล้ว บางครั้งยังอาจจะมีค่ามากกว่า “สิบสอง” อีกหลายเท่าทวีคูณ
........................................
(ห้าบวกเจ็ด เท่ากับ 'สูญ' : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



