ข่าว

'พลังงานมั่นคง-ราคาเหมาะสม'

'พลังงานมั่นคง-ราคาเหมาะสม'

12 พ.ค. 2555

สัมภาษณ์พิเศษ : ณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน : 'พลังงานมั่นคง-ราคาเหมาะสม' กระทรวงพลังงานเตรียมพร้อมรับมือเออีซี

                  ปัจจัยด้าน "พลังงาน" ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาของทุกประเทศ หากประเทศใดไม่มีความพร้อมและไม่มีความมั่นคงด้านพลังงานก็ย่อมขาดประสิทธิภาพในการแข่งขันไปด้วย ดังนั้นในทุกรัฐบาลที่ผ่านมาจึงให้ความสำคัญกับนโยบายพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงพลังงานถือเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลนโยบายพลังงานของประเทศ ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการวางแผนทั้งเรื่องความมั่นคงและเรื่องของราคาพลังงานที่เหมาะสม ตลอดจนแนวทางในการลดใช้พลังงานของประเทศ

                  นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การปรับโครงสร้างราคาพลังงานถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะทำให้ราคาพลังงานทุกชนิดสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และการอุดหนุนราคาก็จะได้ช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐได้พยายามทยอยปรับขึ้นราคาทั้งในส่วนของก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจี เพื่อลดการอุดหนุนลง โดยในส่วนของแอลพีจีภาครัฐจะยังให้การอุดหนุนในส่วนของภาคครัวเรือนอยู่ และอุดหนุนราคาเอ็นจีวีในส่วนของรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ

                  อย่างไรก็ตาม การอุดหนุนราคาพลังงานทุกประเภทจะต้องทยอยปรับราคาให้ไปถึงจุดที่สะท้อนต้นทุนให้มากที่สุด เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งจะทำให้ทุกประเทศต้องยกเลิกกำแพงกีดกันการค้าทุกชนิด หากประเทศไทยยังให้การอุดหนุนราคาพลังงานจนราคาถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านมากเหมือนในปัจจุบัน ก็จะมีการลักลอบส่งออกพลังงานไปยังประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก จึงเท่ากับว่าประเทศไทยต้องใช้ภาษีเก็บจากคนไทยไปอุดหนุนราคาพลังงานให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านด้วย

                  ปัจจุบันประเทศไทยมีการอุดหนุนราคาเอ็นจีวีในอัตรา 2.50 บาทต่อกิโลกรัม และตรึงราคาแอลพีจีไว้ที่ 333 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ราคาขายปลีกในประเทศอยู่ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งที่ราคาตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทะลุไปถึงกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จะเห็นได้ว่าต้องใช้เงินอุดหนุนจำนวนมากในการตรึงราคาไว้ ซึ่งแม้แต่ประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียมอย่างประเทศมาเลเซีย ก็ยังมีราคาขายปลีกสูงกว่าไทย โดยอยู่ราคากว่า 20 บาทต่อกิโลกกรัม ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ราคาขายปลีกก็สูงกว่าไทยมาก ทำให้มีการลักลอบส่งออกแอลพีจีไปยังประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก

                   นอกจากการดูแลโครงสร้างราคาให้เหมาะสมแล้ว เรื่องการรณรงค์ให้ประหยัดพลังงานก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน โดยนายณอคุณกล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้เร่งดำเนินการมาต่อเนื่อง ซึ่งมีหน่วยงานราชการเป็นตัวนำร่องให้แก่ภาคเอกชนและภาคประชาชน ในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2555 ที่ระบุว่าให้หน่วยงานราชการดำเนินมาตรการลดใช้พลังงานให้ได้อย่างน้อย 10% กระทรวงพลังงานจึงได้จัดทำ "โครงการลดการใช้พลังงานในภาครัฐ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2555" มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เกิดการประหยัดเท่าที่จำเป็นไม่ได้มุ่งตัดทอนรายการใช้จ่ายโดยตรง

                  ดังนั้น เพื่อให้โครงการลดการใช้พลังงานในภาครัฐในปีนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จึงได้เห็นชอบอนุมัติงบประมาณจำนวน 40 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ประกอบด้วย 5 กิจกรรม ได้แก่ จัดสัมมนาพลังงานจังหวัด 77 จังหวัด สำนักวิชาการพลังงานเขต 1-6 และผู้แทนคณะทำงานลดใช้พลังงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน 150 คน เพื่อปฏิบัติภารกิจเป็นผู้แทนของกระทรวงพลังงานปฏิบัติงานตามมาตรการประหยัดพลังงานจัดประชุมผู้แทนคณะทำงานลดใช้พลังงานของส่วนบริหารส่วนกลางและสถาบันอุดมศึกษา 1,100 คน

 นอกจากนี้ ได้จัดทำคู่มือและสื่อรณรงค์ "รวมพลังราชการไทย ลดใช้พลังงาน" 10,000 ชุด ตลอดจนปรับปรุงเว็บไซต์ www.e-report.energy.go.th

                  เพื่อเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกแก่ทุกหน่วยงานในการรายงานข้อมูลการใช้พลังงานผ่านระบบออนไลน์ และจัดทำแนวทางจัดการอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงที่เสื่อมสภาพหรือชำรุด

                   ส่วนที่ 2 อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงพลังงาน ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ได้แก่ จัดประชุมผู้แทนคณะทำงานลดใช้พลังงานของหน่วยงานย่อยที่สังกัดส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ 7,700 หน่วยงาน ตรวจสอบการใช้พลังงานและให้คำปรึกษากับหน่วยงานที่มีสถิติอัตราการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้น และรณรงค์ให้หน่วยงานย่อยที่สังกัดส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดต่างๆ ให้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่การเป็นผู้นำภาคส่วนอื่นๆ ในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเผยแพร่ขยายผลไปถึงภาคเอกชน รวมทั้งภาคประชาชน

                  ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานหวังว่าจากการดำเนินโครงการลดการใช้พลังงานในภาครัฐปีงบประมาณ พ.ศ.2555 จะทำให้บุคลากรในหน่วยงานของส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา มีความตระหนักและให้ความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ลดการใช้พลังงานของหน่วยงานลง 10% ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดปริมาณการใช้พลังงานของหน่วยงานภาครัฐ คิดเป็นมูลค่า 1,619 ล้านบาท ในปี 2555 ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 227 กิโลตันคาร์บอน เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนผลิตไฟฟ้า

                  สำหรับการทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2012) ได้นำแผนพีดีพี ฉบับ 2010 มาปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์มากขึ้น เพื่อรองรับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป และการเลื่อนแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกไปอีก 6 ปี ซึ่งจะต้องหาโรงไฟฟ้าประเภทอื่นเข้ามาทดแทน รวมทั้งจะต้องนำแผนใหญ่ของกระทรวงพลังงานเข้ามาประสานรวมกันแผนพีดีพี 2012 เช่น เป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้ได้ 25% และภายใน 10 ปี (2555-2562) และแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี (2554-2573) เช่น การขยายปริมาณผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ จากแผนเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 500 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 2,000 เมกะวัตต์ หรือการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมจาก 800 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 1,200 เมกะวัตต์ เป็นต้น

                  อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น ก็จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าหลักเพื่อเสริมความมั่นคงทางไฟฟ้า เพราะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนไม่มีความคงที่ ขึ้นอยู่กับแสงแดดหรือว่าลมจะมีหรือไม่ รวมทั้งจะมีการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น จากในปัจจุบันที่มีประมาณ 7% เพิ่มเป็นไม่เกิน 15% เป็นต้น ซึ่งแผนพีดีพี  2012 นี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้

                  "แผนการหลักๆ ของกระทรวงพลังงานที่กล่าวมาทั้งหมดจะช่วยให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงาน และมีราคาที่เหมาะสม ตลอดจนพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่การแข่งขันในตลาดเออีซี" นายณอคุณ กล่าว

............................................
(สัมภาษณ์พิเศษ : ณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน : 'พลังงานมั่นคง-ราคาเหมาะสม' กระทรวงพลังงานเตรียมพร้อมรับมือเออีซี)