
'ภัยพิบัติที่มาบตาพุด'สัญญาณเตือนรับมือเหตุรุนแรง
ภัยพิบัติที่มาบตาพุด สัญญาณเตือนรับมือเหตุรุนแรง : รายงานพิเศษ ศูนย์ข่าวภูมิภาค
จ.ระยอง ศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (อีสเทิร์นซีบอร์ด) ต้องพบฝันร้ายจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรม โดยวันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม เกิดเหตุสารโทลูอีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยางสังเคราะห์ โรงงานบีเอสที อิลาสโตเมอร์ส ของบริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง เกิดระเบิดขึ้นและมีเพลิงไหม้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 11 คน บาดเจ็บ 142 คน ถัดจากนั้นในวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม เกิดก๊าซรั่วขึ้นภายในโรงงานของบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด) อ.เมือง จ.ระยอง เหตุการณ์ครั้งนี้ ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบจากการสูดดมก๊าซเข้าไปจำนวนหนึ่ง
ส่วนความเคลื่อนไหวของภาครัฐ โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ในฐานะหน่วยงานที่กำกับการดูแลโครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม ได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจน ต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนั่นคือ จะมีการเพิ่มบทลงโทษต่อโรงงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อปัญหา การเพิ่มมาตรการป้องกันความปลอดภัย ที่จะต้องทำแผนป้องกันความเสี่ยงทุกขั้นตอน การเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชุมชน มีการจัดทำแผนระดับชุมชนเพื่อรับมือกับเหตุสุดวิสัย นี่คือส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันที่รัฐบาล โดย กนอ.จะหันมาให้ความสนใจต่อการผลักดันเพื่อบรรลุแนวทางที่วางไว้
จุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสำหรับพื้นที่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมอย่าง ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ก็คือ ศาลปกครองจังหวัดระยอง ได้พิพากษาให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีคำสั่งให้เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเขตควบคุมมลพิษ มีผลบังคับให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (เอชไอเอ)
ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นติดตามจากอุบัติภัยที่เกิดขึ้นในสถานประกอบการ ที่กำลังก่อตัวนั่นก็คือ การรุกคืบของเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ผ่านข้อเรียกร้องรวม 9 ข้อ โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ กนอ. นั่นคือ 1.ให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลและข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องโปร่งใสและเปิดเผยต่อสาธารณชน 2.ให้นำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรณีสารเคมีรั่วไหล ตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติปี 2553-2557 มาบังคับใช้ 3.ให้มีการฟื้นฟูเรื่องคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ สังคม กับทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ 4.ให้มีการจัดทำระบบการเยียวยาให้กับประชาชนอย่างจริงจังโดยให้รัฐบาลนำไปเป็นนโยบายและต้องทำให้เป็นจริง
5.ให้มีการทบทวนทิศทางการลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่ไม่สะอาดในประเทศไทย และกวาดล้างอุตสาหกรรมที่ไม่สะอาดออกไปจากประเทศไทย รวมทั้งให้มีการระงับหรือชะลอการขยายนิคมอุตสาหกรรมทั้งประเทศไว้ก่อน จนกว่าจะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำซากอีก 6.ให้ดำเนินคดีกับหน่วยที่ละเว้นหรือละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าโดยเฉพาะการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะกำกับดูแล และนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก ในฐานะรับผิดชอบบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
7.ให้จัดทำแนวป้องกันทุกนิคมฯ เพื่อลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน รัฐบาลต้องเร่งทำเป็นนโยบาย เร่งประกาศออกกฎกระทรวงหรือระเบียบทันที 8.ให้จัดทำบัญชีการระบายมลพิษ จัดทำบัญชีครอบครองสารพิษวัตถุอันตรายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั้งประเทศ 9.ขอให้เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการไตรภาคีที่จะเข้าไปตรวจสอบโรงงานทั้งหมดต่อสาธารณชนรวมถึงกำหนดภาระหน้าที่ที่ชัดเจน
"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสองครั้ง น่าจะทำให้สังคมไทย ได้รับรู้ว่า การลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ไม่ได้อยู่ในวิสัยที่เราจะรับมือได้ เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น ภาพที่เราเห็นก็คือความหละหลวม ไม่เอาใจใส่ ไม่รอบคอบ อุบัติภัยครั้งนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่รัฐบาลจะปล่อยปละละเลยต่อไปไม่ได้ ถ้าปล่อยให้มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก จะเป็นปัญหาสำคัญสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม เพราะหากรัฐบาลไม่มีมาตรฐานในการจัดการที่ดีพอ บริหารจัดการไม่ดี ท้ายที่สุดการลงทุนในประเทศ ก็จะเกิดปัญหา ขาดความเชื่อมั่น ขาดความมั่นใจของนักลงทุน" สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ให้ความเห็น
"เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ทุกฝ่ายตื่นตัว จากนี้ไปผมเห็นว่าทุกฝ่ายจะต้องหันมาให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ต้องมีการคณะกรรมการที่มาจากภาคประชาชนให้เข้าไปตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจ ถ้าประชาชนไม่มีความรู้เรื่องสารเคมี และระบบในโรงงาน ทางโรงงานก็ต้องรับผิดชอบด้วยการให้นักวิชาการ เข้ามาถ่ายทอดข้อมูลความรู้ เพื่อให้ประชาชนมีพื้นฐานความรู้ในเรื่องที่มีผลความปลอดภัย การซ้อมแผนฉุกเฉิน ต้องไม่จำกัดเพียงแต่ในโรงงานหรือชุมชนใกล้เคียง ยังต้องครอบคลุมมาถึงชุมชนที่อยู่ในแนวที่จะได้รับผลกระทบ หากเกิดเหตุสุดวิสัย" วีระพล พวงพิทยาวุฒิ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง กล่าว
วีระพลกล่าวด้วยว่า เห็นด้วยที่จะมีการปรับปรุงระบบเตือนภัย จะเห็นว่ากรณีการรั่วไหลของสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตราย กว่าที่โรงงานจะแจ้งให้ กนอ.ทราบใช้เวลานานมาก นี่คือข้อผิดพลาด ต้องมีการปรับปรุงในการแจ้งเตือนภัย ทำอย่างไรให้กระบวนการสื่อสารเป็นไปอย่างถูกต้อง ไปถึงผู้รับสารอย่างรวดเร็ว
"ผมขอย้ำว่าการปกป้องประชาชนคือเรื่องที่สำคัญที่สุด ในส่วนของสภาอุตสาหกรรมเราไม่ได้นิ่งนอนใจ เรามีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อจะเข้ามาร่วมประสานงานในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เพื่ออนาคตต่อไปจะไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีก เราจะให้ความร่วมมือในการดำเนินการร่วมกับภาครัฐหรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทุกอย่าง" วีระพล กล่าว
นี่คือเสียงสะท้อนหลังเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้น กับแหล่งอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ
----------
(หมายเหตุ : ภัยพิบัติที่มาบตาพุด สัญญาณเตือนรับมือเหตุรุนแรง : รายงานพิเศษ ศูนย์ข่าวภูมิภาค)
----------



