
300ได้จริง!แต่เงื่อนไขทำงานเปลี่ยน
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย จัดโครงการเสวนาเรื่อง นโยบายค่าจ้างที่เป็นธรรม แนวคิดและประสบการณ์ของยุโรปและไทย ขณะที่แรงงานบ่นอุบ ค่าจ้าง 300 บาทได้จริง แต่เงื่อนไขทำงานเปลี่ยน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 55 ที่โรงแรมสยามซิตี้ มูลนิธิฟรีดริค เอแบรท์ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย จัดโครงการเสวนาเรื่อง “นโยบายค่าจ้างที่เป็นธรรม แนวคิดและประสบการณ์ของยุโรปและไทย” โดย Dr.Thorsten Shulten นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์สังคมประเทศเยอรมนี กล่าวว่า ประสบการณ์ในประเทศยุโรปเกี่ยวกับการขึ้นแรงงานนั้นเกิดใน 2 รูปแบบ คือในเชิงการใช้รูปแบบกฎหมายและการตกลงร่วมกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง กระทั่งการเจรจาแบบไตรภาคีคือนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของสหภาพแรงงาน ที่ใช้ต่อรองกับนายจ้าง โดยที่คำนึงในผลิตภาพของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งกลไกของรัฐสภาก็ควรจะมีบทบาทในการตรวจสอบในการติดตามเรื่องความเป็นธรรมของค่าแรงด้วย
ส่วนในมุมมองจากสังคมไทยนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการพูดคุยกันเรื่องค่าจ้าง 300 บาท ที่รัฐบาลมีนโยบายการปรับไปเมื่อเร็วๆนี้นั้น ตัวแทนของกลุ่มสหภาพแรงงานในภาคต่างๆ ทั้งภาคยานยนต์ ไฟฟ้า สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ฯลฯ ร่วมสรุปว่า แม้จะมีการเพิ่มค่าจ้างต่อวันจริงๆ แต่สวัสดิการอื่นกลับโดนลดลงจากเดิม ในรูปแบบต่างๆ หรือในส่วนของผู้ที่มีรายได้เกิน 300 บาท ต่อวันอาจจะมีการใช้วิธีปรับตามขั้นบันได ตามฐานเงินเดือนซ่างแม้จะมีรายๆได้เพิ่มจริงแต่ก็ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่พบเจอ
นายชาลี ลอยสูง คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า ตั้งแต่มีการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน ตามนโยบายของรัฐบาล เมื่อ 1 เมษายนที่ผ่านมา มี 73 กรณีที่ร้องเรียนเข้ามาด้วยความไม่เป็นธรรม โดยส่วนใหญ่ระบุว่ามีการขึ้นเงินเดือนจริง แต่เป็นไปในรูปแบบการนำสวัสดิการมารวมกับค่าจ้าง300บาท ซึ่งมีจำนวนประมาณร้อยละ 300 จากกรณีทั้งหมด ส่วนที่ไม่ปรับเลยที่ร้องเรียนมามีประมาณ 12 ราย ซึ่งก็เป็นธุรกิจที่หลากหลาย ไม่ได้ยึดติดกับอุตสาหกรรมอาทิ บริษัทผลิตจิวเวอรี่ ร้านอาหาร นอกจากนี้ยังมีการขึ้นค่าแรงให้จริง แต่ปรับวิธีการทำงานใหม่ อาทิ แต่เดิมใช้เหมาจ่าย แต่มีการจ่ายเป็นรายวัน การจ้างเป็นรายเดือนหรือรายวัน กระทั่งมีเงื่อนไขการทำงานที่ต่างไปจากเดิม หรือบางกรณีแรงงานอยากจะบอกข้อมูลแต่ก็กลัวจะตกงาน จึงต้องทนรับการเอาเปรียบต่อไป
นายพอพันธ์ อุยยานนท์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า ถึงเศรษฐกิจจะโต แต่ยังไม่มีอะไรการันตีว่าผลกำไรที่บริษัทได้จะถูกส่งมายังแรงงาน ซึ่งนั้นก็จะเป็นหนึ่งในสาเหตุของความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตนมองว่ามีปัญหาโครงสร้างหลักๆ ที่ต้องให้ความสำคัญคือ 1.การกำหนดชั่วโมงของการทำงานที่บางบริษัททำงานมากกว่า 8 ชั่วโมง ซึ่งมากเกินไปและประสิทธิภาพการผลิตไม่สัมพันธ์กับค่าจ้าง 2.ทัศนคติของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งมักถูกกว่าการช่วยเหลือเป็นไปในแนวทางการรับบริจาค แต่ไม่การันตีถึงความเข้มแข็งในการจ้าง ทั้งที่สำคัญแม้เศรษฐกิจจะโตแต่ถ้าสวัสดิภาพแรงงานไม่ขยับตามก็จะเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบไม่มีคุณภาพ



