
สสจ.สั่งกักผู้ต้องสงสัยหวัดมรณะ 1ราย
สสจ.เชียงใหม่ เผย พบผู้ต้องสงสัยติดหวัดมรณะ 3 ราย เดินทางจากประเทศเสี่ยง ระบุ เบื้องต้น 2 รายผลสวอปเชื้อเป็นหวัดธรรมดา อีก1 รายกักตัวที่รพ.สันทราย รอผลสวอปเชื้อ สธ. เผย ผลผู้ป่วยพิษณุโลกไม่ใช่หวัดสายพันธุ์ใหม่ ขณะที่ผู้เฝ้าระวังบุรีรัมย์อยู่ระหว่างรอผล
(15พ.ค.) นพ.วัฒนา กาญจนกามล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า วันนี้ (15 พ.ค.) ได้พบผู้ป่วยต้องสงสัยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในพื้นที่จ.เชียงใหม่แล้ว 3 ราย รายแรกเป็นเด็กนักเรียนที่กลับจากการเดินทางทัศนศึกษาจากต่างประเทศที่มลรัฐเท็กซัส ประเทศอเมริกา รายที่สองเป็นแอร์โฮสเตสหญิง ที่เพิ่งเดินทางกลับจากลอสแองเจอลิส ประเทศอเมริกา โดย 2 รายดังกล่าว ผ่านการกักตัวครบ 7 วัน และ ผลการสวอปเชื้อปรากฎว่า เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ธรรมดาที่ไม่ใช่สายพันธุ์ H1N1 ซึ่งแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านแล้ว
ส่วนรายที่สามเป็นนักท่องเที่ยวหญิงคนเชียงใหม่ อายุประมาณ 40 ปี เพิ่งกลับจากทัวร์ยุโรป ขณะนี้มีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว โดยแพทย์กักตัวไว้ที่โรงพยาบาลสันทราย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค. ขณะนี้รอกักตัวอีก 7 วัน รอการสวอปเชื้อ
นพ.วัฒนา กล่าวว่า จากการพบผู้ต้องสงสัยกลุ่มต่างๆเช้าวันนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้เรียกตัวแทนมหาวิทยาลัย โรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียนเขตจังหวัดเชียงใหม่ทั้งหมดให้มาร่วมประชุม เพื่อตรวจสอบว่า มีนักเรียนนักศึกษาที่เดินทางไปทัศนศึกษาในต่างประเทศ ทั้งการซัมเมอร์แคมป์ เวิร์คแอนด์ทราเวล ฯลฯ เบื้องต้น จากการตรวจสอบพบว่ามีกว่า 100 คน
จึงขอความร่วมมือสถาบันการศึกษาที่มีนักเรียนเดินทางไปต่างประเทศถ้าเด็กลับมาแล้วขอให้หยุดเรียน 7 วันก่อนเปิดเรียน ถ้ากรณีที่จำเป็นหลีกเลี่ยงไม่ได้ขอความร่วมมือครูอาจารย์ติดตามอาการใกล้ชิด ถ้าพบมีไข้ให้แจ้งประสานเพื่อส่งมอบตัวไปเฝ้าระวังที่โรงพยาบาล
ด้านนพ.วรวุฒิ โพธิ์วัชระกุล ผอ.โรงพยาบาลสันทราย อ.สันทราย เปิดเผยว่า ขณะนี้อาการผู้ป่วยหญิงที่เข้าข่ายต้องสงสัยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีอาการไข้ขึ้นสูง แพทย์ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกหรือผู้สื่อข่าวที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้ เกรงเรื่องความปลอดภัยหากเป็นเชื้อหวัดมรณะจริงอาจเกิดการแพร่ระบาด ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ไม่ขอเปิดเผยเกรงว่าจะกระทบการละเมิดสิทธิ์ของผู้ป่วย
นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเตรียมพร้อมป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ร่วมกันตัวแทนจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ แนวทางการปฏิบัติตนแก่ประชาชนผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ และสถานศึกษา ว่า ช่วงนี้เปิดภาคการศึกษาใหม่ เด็กจะกลับเข้าเรียนในสถานศึกษา ทำให้เกิดการรวมกลุ่มจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังโรคมากขึ้น ช่วงปิดภาคเรียนอาจมีเด็กบาง กลุ่มไปเรียนยังต่างประเทศ หรือไปท่องเที่ยว จำเป็นที่ต้องมีการเฝ้าระวัง ซึ่งมาตรการที่ต้องทำคือการค้นหาและควบคุมโรคอย่างรวดเร็ว
นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือการให้ข้อมูลแก้ประชาชน โดยชี้ให้ทราบว่าโรคนี้ไม่มีความรุนแรงอย่างที่ห่วง และรักษาให้หายขาดได้ อีกทั้งคนที่ป่วยยังเกิดภูมิต้านทานเชื้อ ดังนั้นหากนักเรียนและผู้ปกครองรายใดที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ภายใน 7 วัน และมีอาการไข้ ขอให้พบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ซึ่งขณะนี้เราเกรงว่า คนยังอาจกังวลและหลบเลี่ยงไม่เดินเข้าสู่ระบบการเฝ้าระวัง นอกจากนี้ยังขอให้เน้นการป้องกันคือ กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมือ ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคที่ดี
นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า สำหรับรายที่จังหวัดพิษณุโลกตามที่เป็นข่าว ซึ่งเป็นเด็กที่เดินทางกลับจากเม็กซิโกและมีอาการป่วยหลังกลับถึงบ้าน ทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วได้ติดตามอาการและรับตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาลพุทธชินราชพิษณุโลก เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 ขณะนี้อาการหายปกติแล้ว ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั่วไป ไม่ใช้เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เช่นเดียวกับชายวัย 68 ปีที่อยู่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา หลังเดินทางกลับสหรัฐเอมริกา ผลการตรวจยืนยันเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั่วไปเช่นกัน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเป็นผู้ที่เดินเข้าสู่ระบบการรักษาด้วยตนเอง ขณะที่รายผู้ป่วยสงสัยที่ จ.บุรีรัมย์ ยังรอผลจากห้องปฏิบัติการ ศูนย์วิทยาการแพทย์จังหวัดนครราชสีมาก่อน
จากการประเมินแนวโน้มการระบาดของหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 ทั่วโลก องค์การอนามัยโลกรายงาน ว่า มีผู้ป่วยใน 33 ประเทศเท่าเดิม 6,497 ราย เสียชีวิต 65 ราย ไม่มีประเทศใหม่ที่พบผู้ป่วย มี 9 ประทศที่ผู้ป่วยไม่เพิ่มขึ้นรอบ 7 วัน คืออิสราเอล ออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก เกาหลีใต้ ไอร์แลนด์ โปรตุเกสและโปแลนด์
ส่วนไทย ยังมีผู้ป่วยยืนยันเท่าเดิม 2 ราย โดยติดเชื้อจากต่างประเทศและรักษาหายขาดแล้ว จากการเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ยังไม่พบรายใหม่เพิ่ม แต่มีผู้ป่วยที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวัง อยู่ระหว่างการสอบสวนโรคและดำเนินการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งล้วนเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ 15 ราย
ด้านนายแพทย์หม่อมหลวงสมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การรักษาผู้ป่วยที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ด้านวิชาการระบุว่า จะมีผู้ป่วยที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังและรับไว้ดูแลรักษาในโรงพยาบาลมากขึ้น ถือเป็นเหตุปกติในระบบการเฝ้าระวังป้องกันโรคที่ เคร่งครัด ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้สำรองยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ไว้รักษากว่า 4 ล้านเม็ด โดยกระจายให้สำนักงานควบคุมป้องกันโรคประจำเขต 12 เขต แห่งละ 4,000 เม็ด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแห่งละ 2,000 เม็ด โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป แห่งละ 1,000 เม็ด และโรงพยาบาลชุมชน แห่งละ 100 เม็ด และใช้ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดกรอบแนวทางไว้ เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา และด้านวิชาการยังเตรียมสำรองยาต้านไวรัสตัวใหม่ คือ ยาซามามิเวียร์ (Zamamivir) ชนิดพ่นทางจมูก อีก 30,000 ขวด ซึ่งต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ใช้งบประมาณ 15 ล้านบาท
นายโรจนะ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า วันที่ 18 พ.ค. นี้ ซึ่งเป็นวันที่สถานบันการศึกษาเปิดเทอมใหม่ จะให้มีการรณรงค์เน้นการล้างมือพร้อมกัน ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคที่ดี พร้อมกันนี้ยังขอให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเรียกผู้อำนวยการโรงเรียนเขตพื้นที่ประชุมเพื่อให้ความรู้ และวางมาตรการการเฝ้าระวังโรคในโรงเรียน อย่างไรก็ตามในแต่ละปีจะมีเด็กในโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนของมูลนิธิเอเอฟเอสปีละกว่า 200 คน โดยกระจายแลกเปลี่ยนไปยัง 20 ประเทศ



