ข่าว

นักวิชาการชี้เงินเฟ้อมัด'ของแพง'จริง

นักวิชาการชี้เงินเฟ้อมัด'ของแพง'จริง

11 พ.ค. 2555

ผอ.ศูนย์วิจัย ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ (DPURC) ฟันธง อัตราเงินเฟ้อชี้ชัด 'ของแพง' เป็นเรื่องจริง ระบุ คนจนอ่วม ได้รับผลกระทบมากกว่าคนรวยถึงเท่าตัว ชี้ มาตรการของรัฐช่วยได้แค่ส่วนน้อย

          นายเกียรติอนันต์  ล้วนแก้ว  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย  มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPURC) กล่าวถึงปัญหาค่าครองชีพ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนของรัฐบาลใน 3 เรื่อง คือ  ปัญหาของแพงเป็นเรื่องจริงหรือคิดไปเอง , ปัญหาของแพงส่งผลกระทบต่อประชาชนมากน้อยแค่ไหน  และมาตรการแก้ปัญหาในระยะสั้นของรัฐบาลมีความเหมาะสมหรือไม่ ว่า  อัตราเงินเฟ้อ  2.47 %  ในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เทียบกับเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว  เป็นตัวเลขในภาพรวม  ซึ่งหากต้องการดูผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวัน  ต้องใช้กลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมาเป็นฐานในการคิด  

          ทั้งนี้ ได้แก่  หมวดอาหารและเครื่องดื่ม   หมวดอาหารสำเร็จรูป  และหมวดไฟฟ้า เชื้อเพลิง น้ำประปาและแสงสว่าง  แล้วปรับการถ่วงน้ำหนักของกลุ่มสินค้าเสียใหม่ ซึ่งการคำนวณด้วยวิธีนี้  อัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายน จะมีค่าประมาณ 5.4 %  สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อในภาพรวมถึงเกือบเท่าตัว 

          "ด้วยวิธีเดียวกันนี้  อัตราเงินเฟ้อในช่วงเดือนมก.ค. ถึงมี.ค.ปีนี้  เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว  จะมีค่าอยู่ระหว่าง  7.8  ถึง  8.2 %  จึงสรุปได้ว่า  ปัญหาของแพงเป็นเรื่องจริง  ไม่ได้คิดไปเอง"

          เขาบอกด้วยว่า การประเมินผลกระทบต่อประชาชนนั้น    ต้องดูว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับสินค้า 3 กลุ่มนี้มีสัดส่วนมากน้อยแค่ไหน  เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด

          สำหรับ การคำนวณ ใช้ข้อมูลจากรายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2552  ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ  ซึ่งพบว่า  สำหรับลูกจ้างทั่วไป  ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้คิดเป็นประมาณ  48-55 %  ของรายจ่ายทั้งหมดในแต่ละวัน  พนักงานบริษัทและผู้ประกอบอาชีพส่วนตัว  มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อยู่ระหว่าง  33-40 %  ส่วนเจ้าของกิจการและผู้บริหารระดับกลางขึ้นไป  มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพียง  20-28 % 

          "สะท้อนให้เห็นว่า  กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบจากปัญหาของแพงมากกว่าผู้มีฐานะดีถึงเท่าตัวเลยทีเดียว"

          สำหรับ มาตรการเฉพาะหน้า ที่รัฐบาลออกมาเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้นนั้น  มาตรการที่น่าเป็นห่วง  คือ  โครงการธงฟ้า  และร้านถูกใจ  ส่วนมาตรการที่เป็นประโยชน์ในระดับหนึ่ง  คือ  การตรึงราคาพลังงาน

          นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่า สาเหตุที่โครงการธงฟ้าอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง   เนื่องจากปัญหาค่าครองชีพเกิดขึ้นทั้งประเทศ  แต่โครงการธงฟ้าแก้ปัญหาในบางพื้นที่  เมื่อเทียบสัดส่วนกับผู้ที่เดือดร้อนทั้งหมด  คนที่ได้ประโยชน์จากโครงการมีไม่มากนัก 

          สำหรับกรุงเทพมหานคร  คนที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการ  คาดว่า จะมีไม่เกิน 5-10 % ของผู้ที่ได้รับความเดือนร้อนทั้งหมด

          นอกจากนี้แล้ว  แม้ราคาอาหารอาจจะถูกกว่าจริง  แต่เมื่อรวมต้นทุนค่าเดินทางและค่าเสียโอกาสจากการรอคอยเข้าไปด้วย  ค่าใช้จ่ายรวมในการซื้ออาหารแต่ละมื้ออาจแทบไม่ต่างกับการไปซื้ออาหารที่อื่น

          ส่วนปัญหาของโครงการร้านถูกใจ  คือ  การขาดทักษะในการบริหารจัดการของผู้ดูแลโครงการและเจ้าของร้าน   หากเป็นข้าราชการดูแลกันเอง ก็น่าเป็นห่วง  เพราะการจะเปิดร้านขายสินค้าแบบแฟรนไชส์   ผู้ดูแลต้องสามารถมองธุรกิจในภาพรวมได้  มีความรู้ในเรื่องระบบโลจิสติกส์เป็นอย่างดี   เจ้าของร้านต้องได้รับการฝึกอบรมการทำงาน  หากเร่งเปิดร้านโดยที่เรื่องเหล่านี้ยังไม่พร้อม  ก็จะมีจุดจบเหมือนร้านสะดวกซื้อหลายๆ  รายก่อนหน้านี้

          "ต้องไม่ลืมว่า  ไม่ว่าจะตั้งร้านที่ไหน  ก็ต้องแข่งกับร้านสะดวกซื้อในพื้นที่  ซึ่งให้บริการดีกว่า  มีการวางระบบการทำงานที่ชัดเจน  เป็นที่คุ้นเคยของคนในพื้นที่  และมีต้นทุนการขายสินค้าต่อชิ้นที่ต่ำ  ร้านค้าปลีกที่สมัครเข้าโครงการนี้  ส่วนใหญ่มีความสามารถในการแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อต่ำอยู่แล้ว  จึงน่าเป็นห่วงว่า  สุดท้ายอาจกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ"

          อย่างไรก็ตาม นายเกียรติอนันต์ ก็เห็นว่า การตรึงราคาพลังงานในช่วงนี้เป็นเรื่องที่ดี  เพราะนอกจากจะลดค่าใช้จ่ายของประชาชนและต้นทุนการผลิตของธุรกิจแล้ว  ยังเป็นการบริหารความคาดหวังของประชาชน   เพราะในภาวะค่าครองชีพสูง  ประชาชนและนักธุรกิจจะคาดการณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า  แล้วปรับตัวไปตามนั้น 

          ทั้งนี้ หากประชาชนคาดว่า  ค่าครองชีพจะสูงขึ้นอีก  เพราะราคาพลังงานมีการปรับขึ้น  ก็จะลดการจับจ่ายใช้สอยในปัจจุบัน  ส่วนภาคธุรกิจ  หากคาดว่า ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น  ก็จะมีการปรับราคาสินค้าขึ้นล่วงหน้า  ซึ่งจะส่งผลต่อระดับราคาค่าครองชีพโดยรวมของประเทศด้วย

          นายเกียรติอนันต์  ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาล ไม่ได้มีนโยบายแก้ปัญหาระยะยาวที่ชัดเจนนั ว่า   การมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้  เนื่องจากเป็นเรื่องที่กำลังส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลอย่างมาก   แต่ต้องคิดให้รอบคอบ  เลือกใช้นโยบายที่ได้ผลจริงๆ  ไม่ใช่โครงการฉาบฉวยเพื่อลดกระแสสังคม  

          "รัฐบาลต้องตระหนักว่า  เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นตอนนี้ เป็นส่วนผสมของ 4 ปัจจัยหลัก  คือ  ต้นทุนและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น จากนโยบายค่าแรง 300 บาท  การฉวยโอกาสของผู้ขายบางคน  และการคาดการณ์เกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อในอนาคต  ถ้าอยากจะแก้ปัญหา าของแพงให้สำเร็จ   รัฐบาลต้องตีโจทย์ให้แตกว่า จะรับมือกับส่วนผสมเหล่านี้อย่างไร"

          นายเกียรติอนันต์  กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ ผลของค่าแรง 300 บาทยังไม่ชัดเจน  เพราะประชาชนระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น  ผู้ขายจึงปรับขึ้นราคาได้ไม่มากนัก  โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่สินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน  แต่หลังจากนี้  หากแบกรับต้นทุนไม่ไหวจริงๆ  จนต้องผลักภาระให้กับประชาชน ค่าครองชีพจะสูงขึ้นและกลายเป็นปัญหาอีกครั้ง

          "ขอฝากไปถึงรัฐบาลว่า  ให้เตรียมทำการบ้านไว้ล่วงหน้า  จะได้ไม่เสียรูปมวยเหมือนกับคราวนี้อีก” นายเกียรติอนันต์  ระบุในท้ายที่สุด