
นักวิชาการชี้เงินเฟ้อมัด'ของแพง'จริง
ผอ.ศูนย์วิจัย ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ (DPURC) ฟันธง อัตราเงินเฟ้อชี้ชัด 'ของแพง' เป็นเรื่องจริง ระบุ คนจนอ่วม ได้รับผลกระทบมากกว่าคนรวยถึงเท่าตัว ชี้ มาตรการของรัฐช่วยได้แค่ส่วนน้อย
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPURC) กล่าวถึงปัญหาค่าครองชีพ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนของรัฐบาลใน 3 เรื่อง คือ ปัญหาของแพงเป็นเรื่องจริงหรือคิดไปเอง , ปัญหาของแพงส่งผลกระทบต่อประชาชนมากน้อยแค่ไหน และมาตรการแก้ปัญหาในระยะสั้นของรัฐบาลมีความเหมาะสมหรือไม่ ว่า อัตราเงินเฟ้อ 2.47 % ในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เทียบกับเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว เป็นตัวเลขในภาพรวม ซึ่งหากต้องการดูผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวัน ต้องใช้กลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมาเป็นฐานในการคิด
ทั้งนี้ ได้แก่ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดอาหารสำเร็จรูป และหมวดไฟฟ้า เชื้อเพลิง น้ำประปาและแสงสว่าง แล้วปรับการถ่วงน้ำหนักของกลุ่มสินค้าเสียใหม่ ซึ่งการคำนวณด้วยวิธีนี้ อัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายน จะมีค่าประมาณ 5.4 % สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อในภาพรวมถึงเกือบเท่าตัว
"ด้วยวิธีเดียวกันนี้ อัตราเงินเฟ้อในช่วงเดือนมก.ค. ถึงมี.ค.ปีนี้ เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว จะมีค่าอยู่ระหว่าง 7.8 ถึง 8.2 % จึงสรุปได้ว่า ปัญหาของแพงเป็นเรื่องจริง ไม่ได้คิดไปเอง"
เขาบอกด้วยว่า การประเมินผลกระทบต่อประชาชนนั้น ต้องดูว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับสินค้า 3 กลุ่มนี้มีสัดส่วนมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด
สำหรับ การคำนวณ ใช้ข้อมูลจากรายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2552 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งพบว่า สำหรับลูกจ้างทั่วไป ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้คิดเป็นประมาณ 48-55 % ของรายจ่ายทั้งหมดในแต่ละวัน พนักงานบริษัทและผู้ประกอบอาชีพส่วนตัว มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อยู่ระหว่าง 33-40 % ส่วนเจ้าของกิจการและผู้บริหารระดับกลางขึ้นไป มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพียง 20-28 %
"สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบจากปัญหาของแพงมากกว่าผู้มีฐานะดีถึงเท่าตัวเลยทีเดียว"
สำหรับ มาตรการเฉพาะหน้า ที่รัฐบาลออกมาเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้นนั้น มาตรการที่น่าเป็นห่วง คือ โครงการธงฟ้า และร้านถูกใจ ส่วนมาตรการที่เป็นประโยชน์ในระดับหนึ่ง คือ การตรึงราคาพลังงาน
นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่า สาเหตุที่โครงการธงฟ้าอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง เนื่องจากปัญหาค่าครองชีพเกิดขึ้นทั้งประเทศ แต่โครงการธงฟ้าแก้ปัญหาในบางพื้นที่ เมื่อเทียบสัดส่วนกับผู้ที่เดือดร้อนทั้งหมด คนที่ได้ประโยชน์จากโครงการมีไม่มากนัก
สำหรับกรุงเทพมหานคร คนที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการ คาดว่า จะมีไม่เกิน 5-10 % ของผู้ที่ได้รับความเดือนร้อนทั้งหมด
นอกจากนี้แล้ว แม้ราคาอาหารอาจจะถูกกว่าจริง แต่เมื่อรวมต้นทุนค่าเดินทางและค่าเสียโอกาสจากการรอคอยเข้าไปด้วย ค่าใช้จ่ายรวมในการซื้ออาหารแต่ละมื้ออาจแทบไม่ต่างกับการไปซื้ออาหารที่อื่น
ส่วนปัญหาของโครงการร้านถูกใจ คือ การขาดทักษะในการบริหารจัดการของผู้ดูแลโครงการและเจ้าของร้าน หากเป็นข้าราชการดูแลกันเอง ก็น่าเป็นห่วง เพราะการจะเปิดร้านขายสินค้าแบบแฟรนไชส์ ผู้ดูแลต้องสามารถมองธุรกิจในภาพรวมได้ มีความรู้ในเรื่องระบบโลจิสติกส์เป็นอย่างดี เจ้าของร้านต้องได้รับการฝึกอบรมการทำงาน หากเร่งเปิดร้านโดยที่เรื่องเหล่านี้ยังไม่พร้อม ก็จะมีจุดจบเหมือนร้านสะดวกซื้อหลายๆ รายก่อนหน้านี้
"ต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าจะตั้งร้านที่ไหน ก็ต้องแข่งกับร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ ซึ่งให้บริการดีกว่า มีการวางระบบการทำงานที่ชัดเจน เป็นที่คุ้นเคยของคนในพื้นที่ และมีต้นทุนการขายสินค้าต่อชิ้นที่ต่ำ ร้านค้าปลีกที่สมัครเข้าโครงการนี้ ส่วนใหญ่มีความสามารถในการแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อต่ำอยู่แล้ว จึงน่าเป็นห่วงว่า สุดท้ายอาจกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ"
อย่างไรก็ตาม นายเกียรติอนันต์ ก็เห็นว่า การตรึงราคาพลังงานในช่วงนี้เป็นเรื่องที่ดี เพราะนอกจากจะลดค่าใช้จ่ายของประชาชนและต้นทุนการผลิตของธุรกิจแล้ว ยังเป็นการบริหารความคาดหวังของประชาชน เพราะในภาวะค่าครองชีพสูง ประชาชนและนักธุรกิจจะคาดการณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า แล้วปรับตัวไปตามนั้น
ทั้งนี้ หากประชาชนคาดว่า ค่าครองชีพจะสูงขึ้นอีก เพราะราคาพลังงานมีการปรับขึ้น ก็จะลดการจับจ่ายใช้สอยในปัจจุบัน ส่วนภาคธุรกิจ หากคาดว่า ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น ก็จะมีการปรับราคาสินค้าขึ้นล่วงหน้า ซึ่งจะส่งผลต่อระดับราคาค่าครองชีพโดยรวมของประเทศด้วย
นายเกียรติอนันต์ ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาล ไม่ได้มีนโยบายแก้ปัญหาระยะยาวที่ชัดเจนนั ว่า การมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่กำลังส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลอย่างมาก แต่ต้องคิดให้รอบคอบ เลือกใช้นโยบายที่ได้ผลจริงๆ ไม่ใช่โครงการฉาบฉวยเพื่อลดกระแสสังคม
"รัฐบาลต้องตระหนักว่า เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นตอนนี้ เป็นส่วนผสมของ 4 ปัจจัยหลัก คือ ต้นทุนและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น จากนโยบายค่าแรง 300 บาท การฉวยโอกาสของผู้ขายบางคน และการคาดการณ์เกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อในอนาคต ถ้าอยากจะแก้ปัญหา าของแพงให้สำเร็จ รัฐบาลต้องตีโจทย์ให้แตกว่า จะรับมือกับส่วนผสมเหล่านี้อย่างไร"
นายเกียรติอนันต์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ ผลของค่าแรง 300 บาทยังไม่ชัดเจน เพราะประชาชนระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ผู้ขายจึงปรับขึ้นราคาได้ไม่มากนัก โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่สินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน แต่หลังจากนี้ หากแบกรับต้นทุนไม่ไหวจริงๆ จนต้องผลักภาระให้กับประชาชน ค่าครองชีพจะสูงขึ้นและกลายเป็นปัญหาอีกครั้ง
"ขอฝากไปถึงรัฐบาลว่า ให้เตรียมทำการบ้านไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่เสียรูปมวยเหมือนกับคราวนี้อีก” นายเกียรติอนันต์ ระบุในท้ายที่สุด



