
ค้นบ้าน'ผู้คุมบางขวาง'เจอ50ซิมการ์ด
ค้นบ้านผู้คุมบางขวางเจอซิมการ์ด 50 อัน พร้อมรองเท้าแตะเจาะช่องพอดีใส่มือถือ 3 คู่ สื่อเมืองคอนผวาทำข่าวคุกหวั่นไม่ปลอดภัยวอนพ่อเมืองคุ้มครอง
10พ.ค.2555 พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีนายธงชัย ไพบูลย์ เจ้าหน้าที่ชำนาญการเรือนจำกลางบางขวาง นนทบุรี ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ศรีราชา จับกุมตัวได้บริเวณหน้าเรือนจำบางขวาง พร้อมยาไอซ์หนัก 1.30 กรัมว่า ขณะนี้ได้ส่งตัวนายธงชัยผู้ต้องหาไปดำเนินคดีที่ สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี แล้ว เบื้องต้นผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าไม่ทราบว่าสิ่งของในห่อดังกล่าวเป็นยาเสพติด เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ จึงนำตัวไปสอบสวน
อย่างไรก็ตาม หลังจับกุมตัวแล้วเจ้าหน้าที่ได้นำนายธงชัยเข้าตรวจค้นภายในบ้านพัก พบหลักฐานหลายอย่าง ประกอบด้วยซิมการ์ด โทรศัพท์มือถือ จำนวน 40-50 อัน ,อุปกรณ์ชาร์จโทรศัพท์ และรองเท้าแตะที่ถูกเจาะเป็นช่องขนาดพอดีสำหรับใส่โทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 คู่ จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน
“การจับกุมครั้งนี้เนื่องจากตำรวจ สภ.ศรีราชา ได้ประสานโดยตรงมาที่กรมราชทัณฑ์ว่า จะมีการส่งยาเสพติดที่หน้าเรือนจำบางขวาง จึงได้วางแผนจับกุมตัว จนกระทั่งพบนายธงชัยฯ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เรือนจำฯ เดินเข้าไปหยิบสิ่งของที่มีผู้นำมาวางทิ้งไว้ใต้รูปปั้นช้างที่หน้าเรือนจำ จึงทำการจับกุมตัวทันที พร้อมของกลางยาไอซ์” อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าว
สื่อเมืองคอนผวาทำข่าวคุกร้องผู้ว่าฯ
ส่วนความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องกับผลพวงหลังจากการเข้าปฏิบัติการตรวจค้นเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่คอมมานโดราชทัณฑ์ ซึ่งถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่สามารถตรวจค้นยาเสพติดและของต้องห้ามได้เป็นจำนวนมากของการตรวจเรือนจำ รวมทั้งการสืบสวนปรากฎความเชื่อมโยงของขบวนการค้าเสพติดพัวพันกับหลายฝ่ายทั้งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นักโทษ และบุคคลภายนอก การออกมาเปิดเผยถึงการกินตรวจ การส่งส่วยจนถึงขั้นนายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์เดินทางมาสอบสวนผู้คุม และลุกลามมาจนถึงการบันทึกภาพผู้สื่อข่าวและนำเอาผู้คุม 11 รายที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยมาประจันหน้ากับผู้สื่อข่าวจนหวั่นเกรงถึงความไม่ปลอดภัยตามข่าวที่ได้เสนอมาเป็นลำดับ
วันที่ 10 พ.ค.นี้ สื่อมวลชนจำนวนหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เข้ายื่นหนังสือกับนายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ถึงความหวั่นวิตกในความไม่ปลอดภัยในชีวิต กรณีนายกอบเกียรติได้เดินทางลงมาสอบสวนผู้คุมทั้ง 11 รายในประเด็นของการให้ข่าวกับสื่อมวลชนในกรณี “กินตรวน” และส่วยที่ส่งให้บิ๊กราชทัณฑ์เดือนละ 1 ล้านบาท โดยมีการสอบสวนแบบเรียงคนทีละคนทั้ง 11 คนรวมไปถึงผู้คุมที่พ้นจากราชการไปแล้วอีกจำนวนหนึ่ง โดยมีการสอบสวนเสร็จในเบื้องต้นได้ให้ผู้สื่อข่าวรอในห้องประชุมของเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช
หลังจากนั้นนายกอบเกียรติได้ให้ผู้คุมที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยทั้ง 11 รายเข้ามาประจันหน้าและสอบถามสำนักข่าวของผู้สื่อข่าวแบบเรียงคนเช่นเดียวกัน พร้อมกันนั้นได้สั่งให้มีการบันทึกภาพบรรยากาศในห้องประชุม โดยเฉพาะผู้สื่อข่าวจนเป็นที่มาของความวิตกหวั่นเกรงประกอบกับเคยมีกรณีลอบสังหารผู้สื่อข่าวในพื้นที่นครศรีธรรมราชมาแล้วยิ่งทำให้ผู้สื่อข่าววิตกมากขึ้นไปอีก
นายวิโรจน์กล่าวว่า เหตุที่เกิดขึ้นนั้นน่าจะได้มีการพูดคุยกัน เพราะไม่อยากให้สื่อต้องสูญเสียชีวิตเหมือนนายอธิวัฒน์ ไชยนุรัตน์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์มติชน การที่สื่อรวมตัวในครั้งนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะเรียกร้องความยุติธรรม อยากให้ทางราชทัณฑ์เข้าใจการทำงานของสื่อมวลชน อย่าปิดกั้นสื่อ หากพฤติกรรมทั้งหมดเป็นไปตามนั้นเสมือนเป็นการส่งสัญญาณปิดกั้นไม่ให้เขาทำหน้าที่สืบสวนข้อมูลมาเผยแพร่ให้สาธารณชนทราบต่อไป
“ชั้นต้นผมได้พูดคุยกับ พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช จะจัดกำลังเข้าดูแลความปลอดภัยสร้างความอบอุ่นใจให้กับผู้สื่อข่าวที่ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยทางจังหวัดก็จะเรียก หน.ฉก.ศรีวิชัย ให้จัดกำลังส่วนหนึ่งดูแลความปลอดภัย และขอกำลังจาก นปพ.มาดูแล อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวจะไปไหนมาไหนก็ต้องระมัดระวังตัวเองไว้ด้วย หากเห็นไม่ชอบมาพากลก็ขอให้แจ้งให้ทราบทันที จะได้ให้การช่วยเหลือจะรีบประสานเรื่องนี้ไปยังราชทัณฑ์เพื่อทำความเข้าใจโดยด่วน”ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชกล่าว
ขณะเดียวกันนายกอบเกียรติได้โทรศัพท์สายตรงมาถึงผู้สื่อข่าวและชี้แจงถึงเจตนาในเรื่องที่เกิดขึ้นว่า วันนั้นเจตนาคือให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มาพบกันต่อหน้าผู้สื่อข่าวเพื่อยืนยันว่าไม่มีใครที่ให้ข่าวในเรื่องของการกินตรวนและเรื่องส่วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เสียภาพลักษณ์ขององค์กรและยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในข่ายเปิดใจต่อหน้าผู้สื่อข่าวด้วยใครอยากระบายหรืออยากพูดอะไรสามารถพูดได้เลย ส่วนการบันทึกภาพนั้นเป็นการบันทึกภาพโดยทั่วไป ไม่ได้เจาะจงว่าใครเป็นใครยืนยันเจตนานั้นไม่ได้มีเป็นอย่างอื่นจริงๆและเชื่อว่าไม่ลุกลามไปถึงขั้นข่มขู่คุกคาม
ขณะที่ผู้สื่อข่าวชี้แจงกลับไปว่าในจำนวนผู้คุมทั้ง 11 รายที่เข้ามานั้นเข้าใจว่ารองอธิบดียังไม่ทราบหรือรับรองได้เช่นเดียวกันว่า ผู้คุมที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยว่ามีใครในนั้นโปร่งใสหรือใครเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด หรือโยงใยกับขบวนการผลประโยชน์นอกกฎหมายหรือไม่อย่างไร และไม่สามารถยืนยันได้ด้วยว่าข้อมูลของผู้สื่อข่าวจะตกไปถึงมือคนเหล่านั้นหรือไม่ ซึ่งถือเป็นการมองคนละมิติระหว่างผู้บริหารกรมราชทัณฑ์กับผู้สื่อข่าวที่ต้องทำหน้าที่ในพื้นที่ โดยเฉพาะการทำข่าวในเชิงสืบสวนเกี่ยวกับเรื่องเรือนจำกลางนครศรีธรรมราชมาอย่างเข้มข้นซึ่งข้อมูลที่ได้แสดงถึงการเชื่อมโยงถึงเครือข่ายขบวนการทั้งการค้ายาเสพติดในเรือนจำ ทั้งผู้คุม ผู้ต้องขัง และบุคคลภายนอกซึ่งแต่ละคนที่นำมาเจอกับผู้สื่อข่าวอาจมีความเชื่อมโยงกันก็ได้เช่นเดียวกัน
“ผมขออนุญาตแจ้งท่านทราบครับมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านเตือนมาด้วยซ้ำว่าให้ผู้สื่อข่าวระวังเพราะเนื่องจากขบวนการนี้มีเป็นระบบและใหญ่กว่าที่คิด ข้อมูลของผู้สื่อข่าวมีอยู่ทั้งนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ขนาดตำรวจยังถูกโทรศัพท์ข่มขู่ นักข่าวจะไปเหลืออะไรหากพวกนี้คิดจะทำเรื่องที่ไม่คาดคิด” ผู้สื่อข่าวแจ้งกลับไปยังรองอธิบดีก่อนที่จะแจ้งว่าจะพูดคุยเรื่องนี้กับเพื่อนผู้สื่อข่าวแล้วจึงขออนุญาตวางสายไป
ขณะที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์รายหนึ่ง แสดงความเห็นและย้ำห้ามเปิดเผยข้อมูลของเขาโดยเด็ดขาดว่า กรณีที่รองอธิบดีลงมาสอบสวนโดยการเรียกสอบผู้คุมทั้ง 11 รายแบบเรียงตัวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งการกินตรวน และเรื่องส่วยนั้น ผู้คุมเหล่านั้นมีทั้งคนผิดมากผิดน้อยหรือไม่ผิดเลยแตกต่างกันไป ซึ่งต้องรอผลการสอบสวนเสมือนว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังมีปัญหากับชีวิตราชการครั้งใหญ่แล้ว
“ยิ่งมานั่งต่อหน้ารองอธิบดีที่สามารถให้คุณให้โทษกับเขาได้ถามว่าสมัยรองอธิบดีเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยทำงานมาไม่กี่ปี รองอธิบดีจะกล้าพูดถึงเรื่องปัญหาภายในที่หมักหมมเชื่อมโยงกับกรมราชทัณฑ์ทั้งระบบหรือไม่ เช่นเดียวกันข้าราชการราชทัณฑ์พวกนั้นจึงเลือกที่จะปิดปากจะไปเพิ่มปัญหาใหญ่ให้ชีวิตราชการของตัวเองได้อย่างไร ยิ่งถ้าพูดออกไปยิ่งเหมือนรัดคอให้ตัวเองตายเร็วยิ่งขึ้น จึงเลือกนิ่งเฉยเอาตัวเองให้รอดพ้นปัญหานี้ไปก่อน การมาสอบนั้นจึงเป็นเหมือนละครที่มาถามมาสอบให้มันจบๆไปแล้วเรื่องราวมันก็จบไปเพราะไม่มีใครให้การว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง”
ข้าราชการราชทัณฑ์รายเดิมยังชี้ช่องด้วยว่าช่วงนี้ได้มีคำสั่งงดของเยี่ยมทุกอย่างจากญาติเข้าเรือนจำ เรือนจำจะจัดหาให้เอง และกรณีอาหารนั้นปกติจะมีการจัดเลี้ยงอยู่แล้ว ส่วนค้าใช้จ่ายของนักโทษนั้นจะสามารถซื้อของในร้านสวัสดิการในเรือนจำได้ด้วยการที่ญาติฝากเงินเข้าบัญชีของนักโทษแล้วมาหักเป็นค่าใช้จ่ายซื้อของกินของใช้ในเรือนจำจากร้านค้าภายใน
“ผมอยากให้รองอธิบดีไปดูถึงกระบวนการฝากเงินเข้าบัญชีให้นักโทษเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในเรือนจำ ญาตินักโทษฝากจริงเท่าไหร่ เข้าบัญชีเท่าไหร่ ราคาของในร้านสวัสดิการภายในราชทัณฑ์เป็นอย่างไร ผมเข้าใจว่าท่านคงจะทราบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง” เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์รายนี้กล่าวทิ้งท้ายในที่สุด
สำแดงเท็จซูโดจากต้นทางเกาหลี
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วย นายจาง ซื่อ ปิง อธิบดีกรมสืบสวนสอบสวน กระทรวงยุติธรรม สาธารณรัฐจีนไทเป หรือ ไต้หวัน ร่วมแถลงข่าวภายหลังหารือร่วมกันเกี่ยวกับการป้องกันอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีพบการลักลอบนำเข้ายาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนจากไต้หวันเข้าไทย โดยพบว่าบริษัทยาที่ผลิตยายี่ห้อโคโคโค่ส่งให้ประเทศไทยเคยถูกไต้หวันตรวจสอบมาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งขั้นตอนรอให้ทางการไต้หวันและเกาหลีใต้รวบรวมข้อมูลหลักฐานสำคัญให้พร้อมก่อนจะส่งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอไปประสานข้อมูลกลับมาสอบสวนต่อ
แหล่งข่าวจากดีเอสไอเปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการลักลอบนำยาซูโดอีเฟดรีนจากเกาหลีใต้เข้าไทยว่า จากการตรวจสอบการส่งสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่มีการส่งยาซูโดอีเฟดรีนเข้าไทยจากเกาหลีใต้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว จำนวนมาก 40 ตัน หรือ 850 ล้านเม็ด ล่าสุดพบมีการสำแดงเท็จรายการส่งสินค้าเป็นสินค้าประเภทอื่น เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบมาตั้งแต่บริษัทผู้จัดส่งสินค้าตั้งแต่ประเทศเกาหลีใต้ จึงชัดเจนยิ่งขึ้นว่าขบวนการลักลอบมีเครือข่ายใหญ่สามารถตกลงให้บริษัทเกาหลีใต้ร่วมมือด้วย



