
สอบ'กินตรวน'ไม่พบหลักฐานชี้ผิด
ผลสอบ 'กินตรวน' ไม่พบหลักฐานโยงผิด รองอธิบดี รับ เป็นเรื่องดึกดำบรรพ์ ตรวจจับยาก สมประโยชน์ 2 ฝ่าย สั่งล้อมคอก ตั้ง กก.พิจารณาตีตรวน-ถอดตรวน เผย นักโทษเปลี่ยนกลวิธีลักลอบส่งโทรศัพท์ จากปาข้ามกำแพง มาส่งผ่านรถส่งของเข้าเรือนจำ
นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีข้อกล่าวหาเรื่องผู้คุมเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช เรียกเก็บเงินจากนักโทษที่ต้องการปลดโซ่ตรวน หรือกินตรวน ว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรือนจำ โดยสุ่มเรียกนักโทษที่มีประวัตถูกตีตรวนและถอดตรวน มาแยกสอบสวน ไม่พบว่า นักโทษรายใด ให้ข้อมูลว่า มีการเรียกรับเงินสินบน
"ขณะนี้ กรณีกินตรวน ยังถือเป็นการกล่าวหาเพียงลอย ๆ ขาดหลักฐานสนับสนุน เพราะอาจเป็นการสมยอมกันระหว่างผู้คุมกับนักโทษ และไม่มีหลักฐานอื่นมายืนยันความผิด ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่หรือนักโทษรายใดมีข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติม อาทิ สลิปการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือการนัดพบเพื่อรับเงินระหว่างผู้คุมกับญาตินักโทษ สามารถแจ้งเบาะแสให้มีการสอบสวนดำเนินคดีได้ทันที เนื่องจากการทุจริตรับเงินสินบนเป็นความผิดอาญา"
รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยอมรับว่า เรื่องกินตรวนไม่ใช่เรื่องใหม่ เชื่อกันว่า เกิดขึ้นมานานดึกดำบรรพ์ แต่การตรวจจับทำได้ยาก เพราะทั้งผู้ให้และผู้รับต่างสมประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ยกเว้นในรายที่นักโทษจ่ายเงินไปแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมปลดตรวน ก็จะมีการร้องเรียนมายังผู้บัญชาการเรือนจำ
อย่างไรก็ตาม กรมราชทัณฑ์ไม่เคยนิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าว ที่ผ่านมาได้วางระเบียบให้การพิจารณาตีตรวนผู้ต้องขัง กระทำในรูปคณะกรรมการ 5 คน เพื่อไม่ให้ผู้คุมคนหนึ่งคนใด มีอำนาจสั่งการเพียงคนเดียว เช่นเดียวกับการถอดตรวน ซึ่งจะกระทำได้ ต่อเมื่อผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการ 5 คน
นอกจากนี้ คณะกรรมการทั้ง 2 ชุด จะต้องสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาด
นายกอบเกียรติ กล่าวว่า จากการติดตามประเมินผล การจู่โจมตรวจค้น เพื่อปราบปรามการลักลอบนำโทรศัพท์มือถือ และยาเสพติดเข้าไปในเรือนจำ พบว่า การลักลอบนำเข้าด้วยวิธีการขว้างปาข้ามกำแพงเรือนจำ และการว่าจ้างเจ้าหน้าที่เรือนจำ ให้ถือโทรศัพท์และยาเสพติดเข้าไปส่งให้นักโทษ เริ่มลดน้อยลง เนื่องจากทุกเรือนจำเข้มงวดในเรื่องการตรวจค้น และห้ามเจ้าหน้าที่ถือสิ่งของและอาหาร เข้าไปภายในแดนคุมขัง ผู้คุมจะต้องเข้าเวรตัวเปล่า
ทั้งนี้ ข้อมูลการข่าวบ่งชี้ว่า เครือข่ายนักค้ายาเสพติด อาจหันมาใช้ช่องทางลักลอบนำเข้า โดยรถยนต์ส่งของ ที่เข้าออกเรือนจำเป็นประจำทุกวัน
“สถานการณ์ตอนนี้ เราต้องยอมรับว่า ขบวนการค้ายาเสพติด เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย คนกลุ่มนี้อาจสืบจนรู้การเคลื่อนไหวเข้าออกของรถยนต์ส่งของ และสามารถเข้าไปซุกซ่อนโทรศัพท์ และยาเสพติด ใส่รถยนต์เป้าหมายได้ จากนั้น จะนัดแนะให้นักโทษมาคัดแยกสิ่งของเพื่อนำส่งให้กับเจ้าของสินค้า"
รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า อาจจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องเอ็กซเรย์ขนาดใหญ่ เพื่อตรวจสกัดไม่ให้มีโทรศัพท์มือถือ ยาเสพติด และสิ่งของต้องห้ามตามระเบียบเรือนจำ ซุกซ่อนไปกับรถส่งของได้



