
ร่วมด้วยช่วยตื่นเต้นกับ111มากกว่าเดิมหน่อย
ร่วมด้วยช่วยตื่นเต้นกับ111มากกว่าเดิมหน่อย: ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
ผมคิดว่าคนที่ติดตามงานเขียนของผมมา ก็น่าจะเดาทางอยู่ได้บ้าง ว่าถ้าจั่วหัวแบบนี้ ก็คงจะเขียนไปในแนวทางไหน แต่ก็เถอะนะครับ ขอจัดประเด็นใหญ่ๆ สักสามประเด็น
หนึ่ง ถ้ามองเรื่องการที่บ้าน 111 จะหลุดจากโทษแบนในทางบวก ก็คงจะเป็นทางถนัดของนักข่าว นั่นก็คือ คงจะต้องประเมินข่าวผ่านความสามารถในการติดตามเรื่องว่าตกลงใครจะมีโอกาสเข้ามาเป็น ครม. จะเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค และจะวิ่งไปหาคุณทักษิณมากกว่ากัน เรื่องนี้คือทางถนัดของนักข่าวอยู่แล้ว ก็ต้องวัดกันไป
และถ้ามองโลกในแง่ดีเพิ่มเติม การหลุดโทษแบน ก็ทำให้สังคมเริ่มไล่บี้ความสามารถของรัฐมนตรีที่มีอยู่ ราวกับว่าช่วงที่ผ่านมานั้นใครอยากทำอะไรก็ทำไป ไม่ต้องทำก็ได้ (คืออยู่ใต้วิถีการตรวจสอบก็ไม่เป็นไร) ก็ต้องรอเขย่ากันเมื่อบ้าน 111 หลุดโทษแบนนี่แหละครับ
สอง แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เราไม่สนใจที่จะเก็บข้อมูล หรือพิจารณากันก็คือ บทบาทของ 111 นั้นที่ผ่านมาเป็นอย่างไร และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะข่าวที่ผ่านมาให้แต่ความสนใจระหว่างพวก 111 กับก๊วนตัวเอง และกับ "นายใหญ่"? แต่ไม่ได้สนใจว่า 111 นั้นมีบทบาทในพรรค และสังคมในด้านอื่นๆ อย่างไรในช่วงที่ผ่านมา
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่าถ้ามองกันยาวๆ ถ้าย้อนกลับไปในยุคของคุณทักษิณเมื่อกุมบังเหียนไทยรักไทย เราจะพบว่าไทยรักไทยนั้นมีความเข้มแข็งในแง่องค์กรและการพัฒนาในเชิงการเชื่อมโยงกับประชาชนอยู่มิใช่น้อย หรือแม้กระทั่งในสมัยที่คุณสมัครและคุณเนวินคุมพรรคพลังประชาชน รวมทั้งก๊วนเจ๊แดง ซึ่งแม้ว่าจะมีการกล่าวหาถึงก๊วนแก๊งต่างๆ แต่อย่างน้อยก็ยังเห็นว่าพรรคนั้นมีการจัดระบบอยู่ในระดับหนึ่ง
แต่กรณีพรรคเพื่อไทยเนี่ย ผมดูไม่ออกจริงๆ ในเรื่องทิศทางของพรรค ไม่ว่าจะจากคุณยงยุทธ และคุณยิ่งลักษณ์ แต่การพูดแบบนี้ของผมก็ทำให้เกิดการตีความได้ว่า อือ แม้ว่าคนนอกอย่างเราจะไม่รู้เรื่องราวในพรรค หรือพรรคเองนั้นจะไม่มีเรื่องราวอะไร แต่การต่อรองในพรรคกลับนิ่งอย่างประหลาด ดังนั้นบางทีหลักวิชาและความคาดหวังอาจจะแตกต่างจากความจริงที่คนในพรรคต้องการก็ได้
กระนั้นก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงจริงๆ ก็น่าจะอยู่ที่ว่า พรรคการเมืองจะมีบทบาทอย่างไรในการเมืองไทยในวันนี้ เรื่องนี้ต้องคิดกันทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายอื่นๆ เพราะผมรู้สึกว่าตอนนี้แต่ละพรรคการเมืองอยู่ในภาวะขาลงทั้งนั้น
เพราะว่าไม่เห็นการคัดคนเข้า และบทบาทของคนที่มีอยู่ในการพัฒนาพรรคอย่างเด่นชัด อย่างน้อยในทางข่าว เพราะมีแต่การตอบโต้กันของสมาชิกสองฝ่าย มากกว่าที่เราจะเห็นผลงานจากการออกกฎหมาย หรือผลงานจากการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในระดับนโยบาย รวมทั้งการคัดคนเข้าพรรค
โดยเฉพาะเรื่องของการคัดคนเข้าพรรคนั้นเราก็ไม่เห็นข่าวจากฝั่งประชาธิปัตย์ว่ามีใครใหม่ๆ เท่าไหร่ และระบบการคัดคนมีสีสันอย่างไรในช่วงนี้ เพราะเขามีระบบการคัดเลือกที่สำคัญ เราไม่เห็นว่าฝั่งเสื้อเหลืองสนใจทำพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ และที่สำคัญก็คือ เรามองระบบของความสัมพันธ์ระหว่างเสื้อแดงกับเพื่อไทยไม่ออกอย่างจริงจัง รวมทั้งวิสัยทัศน์ของคุณทักษิณ คุณยิ่งลักษณ์ และคุณยงยุทธต่อการสร้างพรรคการเมือง
แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา เริ่มมีการเสนอวิธีคิดแบบไพรมารี (primary) หมายถึงสร้างระบบการคัดสรรผู้สมัครในแต่ละเขตอย่างเป็นระบบ และทำให้เกิดการเกิดวินัยพรรคในแบบใหม่ก็ตาม ซึ่งคงจะต้องติดตามกันต่อไป
สาม หรือประเด็นสุดท้าย บทเรียนจากการยุบพรรคในรอบนี้ยังคงจะต้องถกเถียงกันต่อไป เพราะการยุบพรรคในแบบนี้เป็นการยุบพรรคแบบเหมาเข่ง ไม่ใช่ความผิดของรายบุคคล และแม้ว่าในตอนนี้เรื่องระบบการยุบพรรคจะไม่ได้เข้มงวดในแบบนี้แล้ว อย่างน้อยในเชิงบรรยากาศ แต่ต้องกลับไปย้อนถามกันเองอีกว่า เราสามารถปล่อยให้เกิดการจัดการทางการเมืองด้วยการมีอำนาจปืนอยู่เบื้องหลังในแบบนี้ได้อีกหรือไม่



