
ผงะ!ค้นเหล้าเถื่อนเจอยาบ้า5แสนเม็ด
กรมสรรพสามิตดักจับรถขนเหล้าเถื่อน แต่กลับพบยาบ้า 5 แสนเม็ด ตร.แพร่วุ่นเตรียมหาแนวทางตั้งจุดตรวจสกัดยาทะลักภาคกลาง รวบเจ้าหน้าที่เรือนจำบางขวางพัวพันแก๊งค้ายา
9 พ.ค.55 นายเกษม วัฒนธรรม ผู้ว่าราชการ.แพร่ พลงต.ต.ชำนาญ รวดเร็ว รอง ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วิสุทธิ์ เปล่งขำ ผบก.ภ.จว.แพร่ นางดารัต บินซาดิน ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตที่ 5 นายประสิทธิ์พล ทองมณีณิชกุล รกก.สรรพสามิตพื้นที่แพร่ ได้เปิดแถลงข่าวการจับกุม ยาบ้าจำนวน 5 00000 เม็ด ที่ห้อประชุม ภ.จว.แพร่
พล.ต.ต.ชำนาญ แถลงว่า เมื่อเวลา 19.30 น.วันที่ 8 พฤษภาคม นายประสิทธิพล ทองมณีณิชกุล รกก.สรรพสามิตพื้นที่แพร่ และฝ่ายปกครองจังหวัดแพร่ ได้รับแจ้งว่าจะมีการลำเลียงสุราเถื่อนมาตามเส้นทางป่าแดง อ.เมือง จ.แพร่ -อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ จึงได้วางแผนการจับกุม ต่อมาพบรถต้องสงสัย หมายเลขทะเบียน บต.499 พะเยา ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว เจ้าหน้าที่สรรพสามิตพื้นที่แพร่ ได้ให้สัญญาณเพื่อทำการตรวจค้น แต่ผู้ขับขี่ไม่ยอมลงจากรถและขับรถพุ่งใสเจ้าหน้าที่แล้วขับขี่หลบหนีไป
ต่อมาพบรถยนต์กระบะยี่ห้อ อีซูซุ สีเทา มีหลังคาแครี่บอย หมายเลขทะเบียน ถบ 2117 กรุงเทพมหานคร ขับขี่ตามาตามเส้นทางสาย ป่าแดง-ท่าปลา จึงให้สัญญาณ ขอตรวจค้น แต่รถคันกล่าวได้เร่งเพื่อจะหลบหนี เจ้าหน้าที่สรรรพสามิต จึงได้นำรถอีกคันจอดขวางถนนไว้ จึงทำให้รถต้องสงสัยได้หยุดลง เจ้าหน้าที่สรรพสามิตพื้นที่แพร่ ได้ขอทำการตรวจค้นภายในรถ พบว่ามียาบ้าซ่อนอยู่ในถุงฟาง จำนวนทั้งหมด 500,000 เม็ด จึงควบคุมตัว นายอานันท์ แซ่ลี อายุ 31 ปี บ้านเลขที่ 21 หมู่ 10 ต.ตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย คนขับ และ นายอภิสิทธิ์ แซ่ลี อายุ 31 ปี บ้านเลขที่ 29 หมู่ 9 ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย และมี ผู้โดยสารไว้ อีกรายวิ่งหนีลงไปในหุบเขาข้างทาง ต่อมาทราบชื่อคือ นายอาเจอ ชาวพม่า จึงตั้งข้อหา ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อการจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
นายอานันท์ แซ่ลี ผู้ต้องหา กล่าวว่า ยาบ้าที่ขนมาเป็นของ นายอาเจอ ชาวพม่าที่นั่งรถมาด้วย ไม่ทราบชื่อจริง ได้ว่าจ้างให้ขนยาบ้าจากบ้านลาบา ดอยตุง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เพื่อให้นำไปส่งที่ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ใสราคา 400,000 บาท โดยมี นายอาเจอ นั่งมาด้วยก่อนที่เปิดประตูหลบหนีลงหุบเขาไป
ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า การลำเลียงยาบ้าครั้งนี้ มีการใช้รถจำนวน 3 คัน คือ รถนำหนึ่งคัน มี นายนา ชาวบ้านทรายทอง ต.ปอ เวียงแก่น จ.เชียงราย ขับขี่รถยี่ห้ออีซูซุ สีเทา หมายเลขทะเบียน บต 499 พะเยา ได้ขับหลบหนีไป และ รถขนยาบ้า ส่วน รถคุ้มกัน มีนาย นายสุริยัน ญาตินิคม อายุ 35 ปี บ้านเลขที่36 หมู่ 15 ต.ตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย เป็นผู้ขับขี่ ได้หลบหนีไปโดยจอดรถทิ้งไว้ในหมู่บ้านใกล้ๆที่เกิดเหตุ
นายประสิทธิ์พล ทองมณีณิชกุล รกก.สรรพสามิตพื้นที่แพร่ กล่าวว่าเส้นทางดังกล่าวเป้นเส้นทางเชื่อมจังหวัดอุตรดิตถ์ กับ จ.แพร่ สองข้างทางเป้ฯป่าเขา ไม่ใช่เส้นทางหลัก และมักเป้นสเส้นทางที่ ผู้ขนสุราเถือ่น หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งวเราได้รับแจ้งจากสายว่าจะมีการลำเลียง สุราเถื่อนผ่านมาทางนี้ พอพบรถนำหลบหนี เราจึงเชื่อว่าจะมีรถขนสุราเถื่อนตามมา แต่ก็มาจริงๆ เมื่อขอตรวจค้นก็หลบหนีจึงต้องให้รถอีกคันจอดขวางไว้จึงหยุดแล้วขอตรวจค้นพบว่ามียาบ้า 5 แสนเม็ดอยู่ในรถ ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางใหม่ที่พบว่ามีการลำเลียงยาเสพติดผ่านไปยังภาคกลางด้วย
เนื่องจากทางสายหลักมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านตรวจค้น และมีการจับกุมได้เป็นจำนวนมาก พ่อค้ายาเสพติดจึงหันมาลำเลียงผ่านเส้นทางนี้ ซึ่งเป็น ถนนจากแพร่ ไปยัง จังหวัดอุตรดิตถ์ และก่อนเข้าสู่ภาคกลาง
รวบเจ้าหน้าที่เรือนจำบางขวางพัวพันแก๊งค้ายา
เมื่อเวลา 17.00 น. พ.ต.อ.ธนิตย์ ไทยวัชรามาศ ผกก.สภ.ศรีราชา พ.ต.ท.เฉลิมศักดิ์ เถียรทองศรี สว.สส.สภ.ศรีราชา พ.ต.ต.ภาสกร ไชยทวีวงศ์ สวป.สภ.เมืองนนทบุรี ร่วมกันทำการจับกุมตัวนายธงไชย ไพบูลย์ อายุ 50 ปี เจ้าที่เรือนจำบางขวาง ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ชำนาญการและน.ส.กรุณา ศรีสุวรรณ อายุ 29 ปีซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน พร้อมของกลางยาไอซ์จำนวน 130 กรัม โดยจับกุมได้ที่ประตูหน้าเรือนจำบางขวาง
จากการสอบสวนน.ส.กรุณาให้การด้วยน้ำตาว่าก่อนหน้าที่ตนจะมาถูกจับกุมนั้นตนเองได้เดินทางมาเยี่ยมพ่อที่เรือนจำบางขวางซึ่งต้องโทษในคดียาเสพติดและศาลตัดสินให้ประหารชีวิต แต่ได้รับการลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตซึ่งขณะนั้นตนเพิ่งเริ่มตั้งท้องได้ประมาณ 3 เดือนและไม่มีงานทำ พ่อจึงบอกกับตนว่าจะหางานให้ทำเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูหลานพร้อมกับให้เบอร์โทรศัพท์ของนักโทษคนหนึ่งในเรือนจำกับตนและบอกว่าถ้าเขาโทรหาให้ทำงานตามที่เขาบอก หลังจากนั้นนักโทษคนดังกล่าวได้โทรมาหาตนพร้อมบอกให้ตนไปรับยาเสพติดเพื่อนำไปส่งต่อให้กับลูกค้าตามสถานที่ต่างๆ มากว่า 4 เดือนแล้ว โดยจะได้ค่าจ้างครั้งละ 5,000 - 10,000 บาท
แต่ในวันที่ 9 พ.ค.นักโทษคนดังกล่าวได้โทรศัพท์มาหาตนพร้อมบอกให้ตนไปรับยาเสพติดที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อนำมาส่งต่อให้กับนายธงไชย เจ้าหน้าที่เรือนจำบางขวางซึ่งขณะนั้นกำลังเข้าเวรเฝ้าประตูหน้าเรือนจำอยู่แต่ตนก็มาถูกตำรวจจับกุมตัวได้ก่อน จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ให้ตนทำที่นำของมาส่งของต่อให้กับนายธงไชย ซึ่งมีการนัดหมายกับนักโทษคนดังกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าให้ตนเองนำยาไอซ์มาทิ้งไว้ที่รูปปั้นช้างหน้าเรือนจำและจะมีเจ้าหน้าที่เรือนจำออกมารับของเข้าไปให้นักโทษคนดังกล่าวเอง
เมื่อถึงเวลานัดเจ้าหน้าที่ตำรวจสังเกตเห็นนายไพบูลย์เปิดประตูเรือนจำเดินตรงมาที่รูปปั้นดังกล่าวและกำลังจะหยิบยาไอซ์ที่ซุกซ่อนไว้ไป เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มอยู่จึงแสดงตัวเข้าจับกุมตัวพร้อมยึดรถจยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นคลิก สีเลือดหมู ทะเบียน ษงฉ 967 กทม.ของนายไพบูลย์ซึ่งจอดอยู่บริเวณหน้าเรือนจำจากการตรวจสอบในรถพบสมุดบัญชีธนาคารไทยพานิชย์ 1 เล่ม สมุดบัญชีธนาคารกสิการไทย 1 เล่ม สมุดบัญชีธนาคารกรุงเทพ 1 เล่ม โดยทุกเล่มเป็นชื่อผู้หญิงทั้งหมดไม่มีชื่อของนายไพบูลย์เลย และพบว่าสมุดบัญชีทั้ง 3 เล่มมีการโอนเงินเข้าออกผ่านบัญชีเป็นจำนวนมาก
เวลาต่อมาพ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้เดินทางมาสอบสวนนายไพบูลย์ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานกว่า 1 ชม. ซึ่งนายไพบูลย์ได้ให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหาโดยอ้างว่าไม่ได้รู้จักกับน.ส.กรุณาแต่อย่างใดและไม่มีส่วนร่วมกับการลักลอบนำยาเสพติดเข้าเรือนจำ โดยพ.ต.อ.สุชาติได้สั่งการให้นายวสันต์ สิงคเสลิต ผบ.เรือนจำบางขวางนำกำลังเจ้าหน้าที่เรือนจำเข้าทำการตรวจค้นบ้านพักนายไพบูลย์ที่บ้านพักในเรือนจำพิเศษกรุงเทพเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมและให้เร่งสอบสวนหาตัวนักโทษคนดังกล่าวให้ได้ พร้อมมีคำสั่งให้นายไพบูลย์ออกจากราชการไว้ก่อน โดยนายไพบูลย์ได้เข้ารับราชการตั้งแต่ปีพ.ศ.2531 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพก่อนจะถูกย้ายมาประจำที่เรือนจำบางขวางได้ 2 ปี
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ( ยาไอซ์ )ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายและนำตัวน.ส.กรุณาส่งดำเนินคดีที่สภ.ศรีราชา ส่วนนายไพบูลย์ที่ยังให้การปฏิเสธนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมั้นใจว่ามีหลักฐานในการดำเนินคดีเพียงพอทั้งกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่หน้าทางเข้าเรือนจำและคำให้การของน.ส.กรุณา โดยจะร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่เรือนจำบางขวางเร่งขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการที่เหลือมาดำเนินคดีต่อไป
ตร.นครศรีธรรมราชบัญชีดำ3ผู้คุมเอี่ยวค้ายาเสพติด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 9 พ. ค.นี้ ได้มีการสรุปการหารือระหว่างนายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายเพิ่มพงศ์ เชาวลิต รองเลขาธิการ ปปส. พล.ต.ต.รณพงศ์ ทรายแก้ว ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช โดยมีกรอบในการหารือหลายประเด็นด้วยกัน เช่นแนวทางในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เห็นควรให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในในการแก้ไขปัญหาลักษณะของสมัชชา โดยมีภาครัฐเป็นพี่เลี้ยง การสนับสนุนงบประมาณจาก ปปส.เพื่อจัดซื้อเครื่องมือถอดรหัสข้อมูลจากระบบโทรศัพท์มือถือ
พล.ต.ต.รณพงศ์ ทรายแก้ว ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า จากการหารือทางตัวแทน ปปส.ได้รับปากและรีบดำเนินการในเรื่องของงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องมือถอดรหัสข้อมูลโทรศัพท์วงเงินประมาณ 400,000 บาท ซึ่งเครื่องดังกล่าวสามารถถอดข้อมูลทุกอย่างในโทรศัพท์ออกมาได้ทั้งหมด ในส่วนของการทำคดีมาถึงวันที่ 9 พ.ค. คดีค้ายาเสพติดในเรือนจำเป็นรูปคดีแล้ว 17 คดี รู้ตัวแล้ว 5 ราย อีก 12 ราย กำลังสาวข้อมูลสืบสวนในเชิงลึกเพื่อให้รู้ตัวก่อน ในส่วนของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง มั่นใจจากข้อมูลในขณะนี้สามารถดำเนินการได้ 3 ราย แล้ว โดยจะมีข้อหาคือร่วมกันสมคบค้ายาเสพติด แต่ยังไม่ขอเปิดเผยว่าจะดำเนินการอย่างไร ยืนยันว่าสำนวนต้องแน่นหนาแล้วจึงดำเนินการ
พล.ต.ต.รณพงศ์ กล่าวว่า ไม่ทราบเจตนาในเรื่องของการบันทึกภาพผู้สื่อข่าว และให้แจ้งถึงสังกัดรวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ทั้ง 11 คน มาพบปะ เรื่องนี้
ได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว และทางผู้ว่าฯเองก็เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวที่ไม่มั่นใจความปลอดภัยยื่นหนังสือร้องเรียนมาได้ ขอตั้งข้อสังเกตุว่า มั่นใจได้อย่างไรว่าเจ้าหน้าที่ทั้งหมดจะเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฏหมาย
นายสุรพล แก้วภราดัย ผบ.เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ในส่วนของการจัดการภายใน ขณะนี้กรรมการสอบสวนจำนวน 3 ชุด กำลังเตรียมลงพื้นที่ซี่งคาดว่าใช้เวลาสอบสวนนับเดือน ขณะเดียวกันได้รอทิศทางการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะไปทิศทางใด เพื่อให้การทำงานของคณะกรรมการสอบสวนจะได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ส่วนการบันทึกภาพผู้คุมที่ต้องสงสัยและอยู่ในระหว่างการสอบสวนมาพบกับผู้สื่อข่าวในห้องเดียวกัน เข้าใจว่าเจตนาของรองอธิบดีกรมราชทัฯฑ์ คือต้องการยืนยันว่าไม่มีใครให้ข่าวในเรื่องที่เป็นประเด็นส่งผลกระทบต่อองค์กร "ผมขอเป็นกำลังใจให้ผู้สื่อข่าวไม่ต้องวิตก จริงๆแล้วผมต้องกลัวมากกว่า ต้องทำงานทุกวันไม่รู้ใครเป็นใคร แต่มันเป็นวิชาชีพของเรา ผู้สื่อข่าวเป็นวิชาชีพต้องทำหน้าที่ให้เต็มที่ ไม่ต้องวิตกว่าพวกนี้โกรธแล้วจะมาลงที่ผู้สื่อข่าว ผมเห็นว่าพวกเขาควรต้องระวังกันเอง ใครเป็นใครรู้กันอยู่ ไปไม่รอดแล้วเขาก็ยิงกันเองไม่ต้องกลัวและที่สำคัญ เขาไม่ได้เป็นศัตรูกับผู้สื่อข่าวเพราะผู้สื่อข่าวก็ทำไปตามหน้าที่" นายสุรพล กล่าว
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องรายหนึ่งเปิดเผยว่าหลังจากรองอธิบดี กรมราชทัณฑ์ฝ่ายปฏิบัติการ ได้เดินทางมาสอบสวนเจ้าหน้าที่ทั้ง 11 นาย ที่ยังอยู่ในราชการและอีก 2 นายที่ต้องโทษให้ออกจากราชการไปแล้วปรากฏว่าทั้ง 11 นาย พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ทุกคนมีคำสั่งแบบไม่เป็นทางการห้ามแพร่งพรายข้อมูลภายในเรือนจำออกมาภายนอก ห้ามพบปะหรือพูดคุยหรือให้ข้อมูลข่าวกับผู้สื่อข่าวอย่างเด็ดขาด และหากปรากฏข่าวว่า “แหล่งข่าวในเรือนจำ” เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหรือประเด็นที่ปรากฏจะต้องถูกสอบสวนทันที ส่วนผู้ที่มีอำนาจในการให้ข่าวเพียงผู้เดียวคือ ผบ.เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช เท่านั้น



