ข่าว

'สุเมธ ตันติเวชกุล' ปฐมบท 'มูลนิธิอุทกพัฒน์'

'สุเมธ ตันติเวชกุล' ปฐมบท 'มูลนิธิอุทกพัฒน์'

09 พ.ค. 2555

"ทำงานกับพระเจ้าอยู่หัวต้องขยัน" ประโยคสั้นๆ แต่หนักแน่น จาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ผู้ถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นเวลากว่า 30 ปี

"ทำงานกับพระเจ้าอยู่หัวต้องขยัน" ประโยคสั้นๆ แต่หนักแน่น จาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ผู้ถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นเวลากว่า 30 ปี 

แต่ถึงอย่างนั้น ดร.สุเมธ บอกว่า พระองค์ทรงงานเพื่อราษฎรมาเป็นเวลาถึง 60 ปี มีโครงการต่างๆ เกิดขึ้นกว่า 4,000 โครงการ

 โครงการล่าสุดที่ทรงให้ก่อตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาด้านน้ำโดยเฉพาะคือ 'มูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์' มูลนิธิที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อการบริหารจัดการน้ำ เพื่อบูรณาการร่วมกับงานวิจัยของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)

 และตัวอย่างของชุมชนที่ประสบความสำเร็จจากการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ครอบคลุมเรื่องการบริหารจัดการน้ำในทุกด้าน และสร้างความรู้ใหม่ๆ ให้เกิดการพัฒนาแบบระยะยาว เพื่อพัฒนาเรื่องน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน

 ปฐมบทของมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เริ่มจากการที่สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) องค์การมหาชน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอพระราชทานก่อตั้งมูลนิธิขึ้น พระองค์จึงเห็นว่ามีทุนทรัพย์อยู่ 84 ล้านบาท จึงพระราชทานให้เปิดโครงการ

พร้อมทั้งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้มูลนิธิอุทกพัฒน์ อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพระราชทานตราประจำมูลนิธิอุทกพัฒน์ ซึ่งทรงให้ใช้พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นเครื่องหมายประจำมูลนิธิ รวมทั้งทรงพระราชทานชื่อ 'อุทกพัฒน์'

 โดย 'อุทก' แปลว่า น้ำ 'พัฒน์' คือ พัฒนา โครงการ 'อุทกพัฒน์' จึงมีความหมายว่า การพัฒนาเรื่องน้ำ

 "พระองค์ทรงมีเรื่องดิน น้ำ ลม ไฟ อยู่ในพระราชหฤทัยหาก เรื่องใดมีผลกระทบต่อราษฎรจะทรงวางแผนและมีพระราชดำริ ทางออกให้เสมอมา จากการถวายงาน 30 ปี พระราชดำรัส เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม

เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ยังคงตรึงอยู่ในใจเสมอ จะเห็นว่าทรงใช้คำว่า 'ครอง' ที่หมายถึงการให้ความรัก ความเมตตา ขณะที่คำว่า 'ปกครอง' คือการใช้ระบบอำนาจในการปกครอง"

 มูลนิธินี้มี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นประธาน 'รอยล จิตรรอน' ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำและการเกษตร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเลขาธิการมูลนิธิ 'ศิวะพร ทรรทรานนท์' เป็นกรรมการและเหรัญญิก และ 'รอยบุญ รัศมีเทศ' เป็นกรรมการและรองเลขาธิการ

 ดร.สุเมธ บอกว่า มูลนิธิในพระองค์นั้นมีมากมาย แต่ละมูลนิธิแบ่งกันทำหน้าที่ เช่น เมื่อเกิดภัยพิบัติต่างๆ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ จะจัดการเรื่องสิ่งของพระราชทานให้แก่ราษฎรที่เดือดร้อน เมื่อน้ำลด ภัยพิบัติหมด เข้าสู่การฟื้นฟู จะเป็นหน้าที่ของมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการต่อ ซึ่งจะแบ่งเป็นของการทำงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการน้ำ ที่มุ่งเน้นการให้ความรู้แก้ชุมชนเป็นหลัก ไม่เกี่ยวกับแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล

 "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าปัญหาอุทกภัยนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ และยังไม่มีโครงการที่เข้ามาทำหน้าที่โดยตรง พร้อมกับมีเครือข่ายที่สามารถประสานกับมูลนิธิชัยพัฒนา จึงเกิดมูลนิธิอุทกพัฒน์ขึ้น ซึ่งเป็นการบริหารจัดการน้ำที่มุ่งเน้นการให้ความรู้แก่ชุมชนเป็นหลัก รวมทั้งดูแลเรื่องน้ำทุกเรื่อง ตั้งแต่ปัญหาน้ำท่วมจนถึงการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการบริหารน้ำของรัฐบาล รวมทั้งดูแลเรื่องน้ำทุกเรื่อง ตั้งแต่ปัญหาน้ำท่วม จนถึงการบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากอุทกภัยนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ และยังไม่มีโครงการที่เข้ามาทำหน้าที่"

 โดยแนวทางการทำงานของมูลนิธิ จะมีการสร้างเครือข่ายการทำงาน ใช้คนจากหลายหน่วยงานมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอข้อมูล เพื่อร่วมกันหาวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

 ดร.สุเมธ เล่าว่า ตั้งแต่เขาเริ่มการถวายงานเมื่อปี 2524 สมัยที่ยังเป็นเจ้าหน้าที่อยู่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้นำข้อมูลโครงการต่างๆ มาศึกษา และเป็นช่วงที่พระองค์ต้องการให้สรุปผลการดำเนินโครงการต่างๆ ทำให้รู้เวลาจะถ่ายทอดโครงการของพระองค์จะต้องมองย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ไม่มีแม้แต่กองราชเลขาธิการ หรือหน่วยงานเข้าถึงพื้นที่ แต่ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปยังที่ทุรกันดาร และทรงงานเพียงลำพังพระองค์เดียว

 ปัจจุบัน นอกจากตำแหน่งล่าสุด คือ ประธานมูลนิธิอุทกพัฒน์ ดร.สุเมธ ยังถวายงานในฐานะ เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา มาต่อเนื่องยาวนาน แม้วันนี้จะมีอายุ 72 ปี ล่วงเลยอายุการเกษียณราชการมาถึง 12 ปี แต่วันนี้ยังคงถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 จากการถวายงานสังเกตว่า ทุกครั้งที่จะพระราชทานโครงการในแต่ละพื้นที่ สิ่งที่สำคัญคือ การทำประชาพิจารณ์โดยการถามความคิดเห็นชาวบ้านทุกครั้ง เนื่องจากชาวบ้านจะเป็นผู้รู้ และเข้าใจพื้นที่ดีที่สุด นอกจากนี้ ทรงให้ความสำคัญกับเรื่องของภูมิสังคม เพราะในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน สภาพแวดล้อมต่างกัน ซึ่งการดำเนินโครงการต่างๆ จะต้องให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อให้เกิดผลสูงสุด

 ขณะเดียวกัน การดำเนินโครงการของพระองค์ ต้องมีความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน เพราะหากผิดพลาด จะเกิดผลถึงประชาชน เช่น เดิมที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (กปร.) อยู่ในสังกัดของ สศช. และเป็นโครงการระยะสั้น ทรงมีพระประสงค์ว่าต้องไม่ให้โครงการนั้นซ้ำซ้อนกับงานของหน่วยงานราชการ

 หากหน่วยงานใดสามารถจะดูแลโครงการนั้นได้ จะมอบหมายให้ไปดูแลต่อ สังเกตว่าพระองค์จะระวังไม่ให้งานเกิดความซ้ำซ้อนกับหน่วยราชการ แต่ทุกโครงการล้วนเกี่ยวข้องกับประชาชน

 "ถ้าผ่าประเทศดู จะเห็นว่าจุดสูงสุดคือภูเขา เหนือภูเขาคือท้องฟ้า และพระองค์ทรงมีสายพระเนตรที่มองเห็นน้ำอยู่บนฟ้าคือฝน จึงเกิดโครงการในพระราชดำริ 'ฝนหลวง' ขึ้น ทรงเป็นเหมือนครู ของชาติ ที่โครงการทุกโครงการต้องเกิดองค์ความรู้และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ทรงครองกาย ครองใจ ไม่ได้ทำด้วยงบประมาณ"

 ดร.สุเมธ บอกว่า พระองค์ทรงมี และทรงดำรงอยู่ใน 'ทศพิธราชธรรม' ครบถ้วนทั้ง 10 ประการ ดังเช่น บริจาค (ปริจาคํ) คือ การเสียสละความสุขส่วนตน เพื่อความสุขส่วนรวม คนไทยและโลกคงประจักษ์ว่า ทรงพระราชทานสิ่งต่างๆ ให้ราษฎร ทรงทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ไม่ใช่เพื่อความมั่งคั่งของประเทศ

 เท่ากับว่า มีเงินจำนวนเท่าใด ไม่ใช่สิ่งสำคัญ สำคัญอยู่ที่ว่าเราจะใช้เงินนั้นให้เกิดประโยชน์อย่างไร

 สิ่งหนึ่งที่ ดร.สุเมธ พูดถึงคือ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงที่หลายคนนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (2550-2554) ซึ่งความเข้าใจถูกตีความออกไปหลากหลาย

 ขณะที่จุดสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงคือ มั่นคง สมดุล ยั่งยืน โดยทรงเริ่มจากจุดเล็กๆ ในโครงการของพระองค์ แต่นำไปสู่ระดับนานาชาติได้ เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจที่พระเจ้าแผ่นดินของเรามีพระปรีชาสามารถ

 "เราต้องถอดบทเรียนให้ได้ และอัญเชิญความรู้ท่านมาปฏิบัติ มารักษาชีวิตเราเถิด"