
วิกฤติอาชญากรรมในเมือง
วิกฤติอาชญากรรมในเมือง: เลียบค่าย โดยคมพิทักษ์ราษฎร์
กองบัญชาการตำรวจนครบาล แถลงสถิติรอบ 7 เดือนของปีงบประมาณ คือ ระหว่างเดือนตุลาคม 2554-เมษายน 2555 เรื่องคดีเกี่ยวกับทรัพย์ : ปล้นทรัพย์ 48 ครั้ง, ชิงทรัพย์ 116 ครั้ง, ลักทรัพย์ 4,629 ครั้ง เทียบกับเดือนตุลาคม 2553-เมษายน 2554 ปล้นทรัพย์ 34 ครั้ง, ชิงทรัพย์ 87 ครั้ง, ลักทรัพย์ 5,466 ครั้ง
แสดงถึงความรุนแรงในการประกอบอาชญากรรมบนท้องถนน หรือในที่สาธารณะมากขึ้นถึง 25% ในเขตเมืองของกรุงเทพมหานคร และในเขตเมืองของจังหวัดอื่นๆ คาดว่าจะอยู่ในลักษณะเดียวกัน
นี่คือ ผลพวงของการตกงาน ในกลุ่มคนผู้ใช้แรงงานอันเกิดจากการปิดตัวของโรงงานอุตสาหกรรม ด้วยสาเหตุของอุทกภัยที่ผ่านมา กระทบต่อพื้นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งที่อยู่ในนิคม และนอกนิคม
ผู้เขียนเคยเขียนบทความเตือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คราวที่เกิดอุทกภัยใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมาว่า การเยียวยา-การช่วยเหลือจากภาครัฐและภาคเอกชน จะประคองผู้ตกงานได้ไม่เกิน 6 เดือน หลังจากนั้นคดีอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์จะพุ่งสูงขึ้นจนเดือดร้อนไปทั่ว โดยเฉพาะประชาชนในเขตเมือง ควรจะมีการวางแผนป้องกันปราบปรามเอาไว้ล่วงหน้า และถ้าดูลงไปในรายละเอียดของสถิติ จะพบว่า ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา สถิติจากกราฟแท่งจะทะยานสูงขึ้นอย่างน่ากลัว
สาเหตุจากการตกงาน ทั้งแรงงานคนไทย และแรงงานต่างด้าว อันเนื่องมาจากโรงงานภาคอุตสาหกรรมปิดตัวแล้ว ที่เปิดอยู่ก็ไม่รับแรงงานเพิ่มอีก อันเกิดจากค่าแรงงาน 300 บาท ตามนโยบายรัฐบาล
ทุกท่านที่เดินอยู่บนท้องถนนสาธารณะ ตามตรอก ซอย ให้ลองสังเกตคนเดินร่วมทางกับท่าน บางคนอาจมีสีหน้าเคร่งเครียด สายตากระด้าง ดวงตาแห้งผากด้วยความสิ้นหวัง โหยหิว และต้องดื้นรนหากิน เพื่อหาอาหารให้ครอบครัวและตนเอง การตกงานและไม่มีเงิน เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดวิกฤติอาชญากรรมในเมือง สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน
ขณะที่ตำรวจยังเพลิดเพลินกับส่วยที่ได้รับจากสถานบริการที่เปิดเกินเวลา, บ่อนการพนัน, เครื่องเล่นจักรกลไฟฟ้าผิดกฎหมาย และอื่นๆ ที่สร้างรายได้ให้ตำรวจเลวๆ ดังที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกวัน



