
ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้หายใจ
ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้หายใจ: วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
คืนวันพฤหัสบดีก่อนผมคุยทางโทรศัพท์กับคุณวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ ในรายการ “โลก และชีวิต กับประภัสสร เสวิกุล” ทางสถานีวิทยุศึกษา เอฟเอ็ม 92 เวลา 21.00-22.00 น. คืนนั้น คุณวิกรมซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเดินทางไปกับขบวนคาราวานเอเชีย ปีที่ 2 จากเมืองไทย ผ่านเวียดนาม และจีน มุ่งหน้าสู่มองโกเลีย โดยจะใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมด 6 เดือน โฟนอินจากกวางตุ้งเล่าให้ฟังถึงสภาพความเป็นไปของเวียดนามและจีนในปัจจุบันอย่างน่าสนใจ
เรื่องแรกคือความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นไปอย่างก้าวกระโดดภายในเวลา 30 ปี จากประเทศที่ล้าหลังกลายเป็นประเทศที่ยืนอยู่แถวหน้าของโลก โดยเฉพาะจีนเองได้ผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทัดเทียมสหรัฐ และประเทศตะวันตก ซึ่งปัจจัยของความสำเร็จดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากเสถียรภาพทางการเมืองทำให้สามารถดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้เป็นระยะเวลายาวนาน โดยไม่มีปัญหาขัดแย้งที่รุนแรงหรือความวุ่นวายภายในประเทศ นอกจากนี้ก็คือการปราบปรามคอรัปชั่นอย่างจริงจัง และให้ความสำคัญต่อการรักษาความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด
เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าคอรัปชั่นเป็นปัญหาใหญ่ที่บ่อนทำลายประเทศชาติ และสร้างความขยาดแก่ชาวต่างชาติที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศนั้นๆ ซึ่งจีนได้ใช้มาตรการที่เด็ดขาดและเสมอหน้าในการกำจัดคอรัปชั่น ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมามีการจับกุมและลงโทษผู้กระทำผิดในเรื่องทุจริตคอรัปชั่นเป็นจำนวนมากโดยไม่ไว้หน้าใคร และหลายรายถูกประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
มาตรการดังกล่าวทำให้ปัญหาคอรัปชั่นในประเทศจีนลดลงอย่างทันตาเห็น ซึ่งหากย้อนไปมองบางประเทศในเอเชีย เช่นเกาหลีใต้ ก็จะเห็นว่าในอดีตเกาหลีใต้เป็นประเทศหนึ่งที่ประสบปัญหาคอรัปชั่นเป็นอย่างสูง ทั้งจากนักการเมืองและบริวาร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เขาได้ดำเนินการปราบปรามคอรัปชั่นอย่างจริงจัง จนปัญหาดังกล่าวเบาบางลงมาก
อีกสิ่งหนึ่งซึ่งคุณวิกรมได้ตั้งข้อสังเกตคือการที่จีนคืนพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ให้แก่เมืองต่างๆ ซึ่งเป็นการสร้างสุขภาพกายและสุขภาพใจแก่คนที่อาศัยอยู่ในตัวเมือง เป็นการทำให้คนได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น ลดมลพิษความแออัดในตัวเมือง และทำให้เกิดทัศนียภาพที่ร่มรื่น
คุณวิกรมมองว่าจีนเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย และไทยยังมีช่องทางทางการค้ากับจีนอยู่อีกมาก รวมทั้งการร่วมลงทุนระหว่างไทย-จีน ในมณฑลหรือท้องถิ่นที่ต้นสกุลของคนจีนที่อพยพไปอยู่เมืองไทยเคยอาศัยอยู่ ซึ่งสายสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งไทยและจีน
ในส่วนของเวียดนามนั้น คุณลักษณะของคนเวียดนามในเรื่องความขยันขันแข็ง อดทน และใฝ่หาความรู้ เป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนความเจริญทางเศรษฐกิจของเวียดนามและทำให้เวียดนามซึ่งเคยซื้อสินค้านานาชนิดจากประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเหล่านั้น จนกลายเป็นประเทศคู่แข่งทางการค้าที่น่ากลัวของไทย ไม่ว่าจะในเรื่องสินค้าเกษตรกรรม เช่นข้าว ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม เช่นเสื้อผ้า มอเตอร์ไซค์ และสินค้าประเภทไอที
ฟังคุณวิกรมพูดแล้ว คงจะเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงของเวียดนามและจีนได้ชัดเจนขึ้น ว่าตลอดเวลา 6-7 ปี ที่ผ่านมาขณะที่คนไทยเรามัวแต่ ”ทำอะไร” กันอยู่นั้น เพื่อนบ้านของเราก้าวไปไกลจนเกือบจะสุดกู่ และหากเรายังไม่เลิก”ทำอะไร” กันเสียที ก็คงเป็นการยากที่จะสามารถไล่ตามเวียดนามได้ทัน บางทีอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจจะล้าหลังเวียดนาม 40-50 ปีเหมือนเช่นที่เวียดนามเคยล้าหลังเราหลังสงครามเวียดนามยุติลงก็เป็นได้
จะว่าผมพูดให้ใจหาย หรือจะว่าผมพูดให้ได้ใคร่ครวญก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้หายใจ ก็คิดกันดูเองเถอะครับ



