
'อนุสรณ์'ชี้กทม.เสี่ยงติดคุกแน่
'อนุสรณ์'ชี้ กทม.เสี่ยงติดคุกเเน่หลังลงนามต่อสัมปทาน 'บีทีเอสซี' ไม่ทำตาม พรบ.ร่วมทุน
8 พ.ค.55 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เเถลงมติครม.ว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคมมอบให้ตนเเถลงข่าวกรณีที่บ.กรุงเทพธนาคม ซึ่งเป็นวิสาหกิจของกทม.ลงนามในสัญญาว่าจ้าง บ.ขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร จก.(มหาชน) หรือบีบีเอสซี จ้างเดินรถไฟฟ้าในเส้นทาง ส่วนต่อขยายคือสถานีอ่อนนุช-เเบริ่งเเละสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่ ระยะเวลาสามสิบปีเเละอนาคตจะครอบคลุมสถานีบางหว้า โดยสัญญาจ้างจะสิ้นสุดพร้อมกันทุกเส้นทางในปี 2585 โดย กทม.อ้างว่าจะมีรายได้สามเเสนล้านบาท โดยการเเถลงข่าวดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พค.โดยมี ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม.นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ประธานสภา กทม.ร่วมเป็นสักขีพยานพร้อมกับผู้บริหารบีทีเอสซีนั้น ปีนี้ชาวกทม.อาจเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.เร็วขึ้น เพราะมีการส่อว่าโครงการนี้ทุจริต โดย รมช.คมนาคมได้ศึกษาเรื่องนี้เเล้วพบว่ามีปัญหาดังนี้ 1.การต่อสัญญาการบริหารบีทีเอสนั้น ต้องดำเนินการตาม พรบ.ร่วมทุน พ.ศ.2535 เนื่องจากกำหนดให้เอกชนมีการร่วมลงทุนในการซื้อรถ ดังนั้นจึงชัดเจนว่าเอกชนต้องมีการร่วมลงทุนในกิจการของรัฐเเละการลงทุนครั้งนี้มูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านบาท จึงต้องปฏิบัติตาม พรบ.ร่วมทุนก่อน
2. คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความไว้เมื่อเดือนมิ.ย.2552 ว่า กรณีที่ รฟม.ต้องการจ้างเอกชนเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว เเม้ว่าจะเป็นการจ้างเดินรถเเต่ถ้าเอกชนมีการลงทุนเช่นลงทุนตัวรถเเละรถ การจ่ายคืนในรูปเเบบค่าจ้างก็ต้องปฏิบัติตามพรบ.ร่วมทุน กรณีนี้ตามที่บีทีเอสเเจ้งไว้นั้น ชัดเจนว่าบีทีเอสต้องเป็นผู้ร่วมลงทุนในการจัดหาขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มเติมโดยกทม.เป็นผู้จ่ายค้าจ้างคืนให้ จึงต้องปฏิบัติตาม พรบ.ร่วมทุน
3. มาตรา 6 ใน พรบ.ร่วมทุนระบุว่า ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการที่ประสงค์ให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในโครงการใดเสนอผลการศึกษาเเละวิเคราะห์โดยละเอียดตามประเด็นที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจเเละสังคมเเห่งชาติกำหนดต่อกระทรวงเจ้าสังกัด เเต่ กทม.เป็นราชการส่วนท้องถิ่น กระทรวงที่กำกับดูเเลตามกฎหมายคือกระทรวงมหาดไทย ฉะนั้น กทม.ต้องเสนอเรื่องมายังกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้มีการดำเนินการตามพรบ.ร่วมทุน เพราะต้องตั้งคณะกรรมการ จากหน่วยงานต่าง ๆมาดูเเลเพื่อให้โปร่งใสเเละเป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชน
4.การดำเนินการดังกล่าวโดยไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมายดังกล่าวถือเป็นการเลี่ยงพรบ.ร่วมทุนเพื่อไม่ให้เกิดการตรวจสอบ ขาดความโปร่งใส อำนาจที่จะกำหนดค่าตอบเเทน ค่าจ้าง สามารถทำได้โดยเจ้าหน้าที่ของบ.กรุงเทพธนาคมจก.เเต่ต้องผูกพันกับงบประมาณของกทม.จำนวนมากเเละเป็นเวลานาน การหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม พรบ.ร่วมทุนครั้งนี้น่าจะถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
5.การต่ออายุสัญญาล่วงหน้าเป็นเวลานานย่อมมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากมีตัวเเปรหลายอย่างที่ยังไม่ทราบในอนาคต ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากที่เอกชนจะยอมรับความเสี่ยงดังกล่าวทำให้ความเสี่ยงทั้งหมดถูกผลักภาระมาให้รัฐบาลรับผิดชอบ ซึ่งจะเห็นได้จากค่าจ้างบริหารที่มีราคาสูงมาก
ส่วนบันทึกจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องการบังคับใช้พรบ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐพ.ศ.2535(กรณีการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในรูปเเบบ PPP-Gross Cost) เมื่อปี 2552 นั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะพิเศษ)ได้พิจารณาข้อหารือของการรถไฟฟ้าขนสางมวลชนเเห่งประเทศไทย(รฟม.)โดยมีผู้เเทนสำนักนายกฯ ผู้เเทนกระทรวงการคลัง ผู้เเทนกระทรวงคมนาคม เเละผู้เเทนรฟม.เป็นผู้ชี้เเจงข้อเท็จจริงเเล้วเห็นว่ารฟม.ประสงค์จะขอหารือเกี่ยวกับเเนวทางการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในรูปเเบบการจ้างเอกชนดำเนินงาน (PPP-Gross Cost)โดยเป็นรูปเเบบเดียวกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเเละสายสีม่วง
ทั้งนี้ ครม.มีมติให้สองสายนี้ปฏิบัติตามขั้นตอนพรบ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯหรือไม่ เพราะสองสายนี้ ครม.มีมติเพียงเเต่ให้สองสายนี้ดำเนินการตามขั้นตอนของ พรบ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้ารว่มงานฯ เเละรฟม.หารือว่าการจ้างเอกชนดำเนินงานในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวต้องปฏิบัติตามพรบ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯหรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะพิเศษ) เห็นว่าโครงการที่ดำเนินการในรูปเเบบPPP (Public-Private Partnership)หมายถึงโครงการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการอาจมีได้หลายรูปเเบบเเตกต่างกันเเล้วเเต่ความเหมาะสมของโครงการเป็นรายกรณี การดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในรูปเเบบ PPP มีลักษณะเป็นการที่รัฐลงทุนด้่านโยธาเเละให้เอกชนลงทุนจัดหาเเละบำรุงรักษางานระบบไฟฟ้ารวมถึงจ้างเอกชนเดินรถไฟฟ้าโดยรายได้ค่าโดยสารทั้งหมดเป็นของรัฐเเละรัฐทยอยจ่ายคืนให้เอกชนหลังงานก่อสร้างเเล้วเสร็จรวมทั้งจ่ายค่าจ้างเดินรถเเละค่าบำรุงรักษาให้เอกชนตามพื้นฐานของผลการดำเนินงานที่กำหนด ดังนั้นเมื่อเอกชนเป็นผู้ลงทุนจัดหาระบบเเละบำรุงรักษางานระบบรถไฟฟ้า
อีกทั้ง ซึ่งเป็นสาระสำคัญของโครงการเเละเป็นทรัพย์สินถาวรที่มีลักษณะส่วนควบกับางนโยธาซึ่งเป็นของรัฐกรณีดังกล่าวจึงเป็นการให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการเเละเอกชนได้รับค่าตอบเเทนเเม้จะมีการเรียกค่าตอบเเทนนั้นว่าค่าจ้างก็๋ตามเเต่ค่าจ้างดังกล่าวมีลักษณะเป็นการจ่ายคืนค่าลงทุนให้เอกชนรวมอยู่ในค่าตอบเเทนด้วยจึงชัดเจนว่าไม่ใช่เป็นการ จ้างเอกชนเท่านั้นหากเป็นการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าด้วย ซึ่งเป็นการร่วมงานหรือดำเนินการตามบทนิยมาใน มาตรา 5 ของ พรบ.ว่า ด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯหากโครงการดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนตั้งเเต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไปก็ต้องปฏิบัติตาม พรบ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ



