
ปมปริศนา'โทลูอีน'สารพิษมาบตาพุด
ปมปริศนา'โทลูอีน'...สารพิษมาบตาพุด : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
"5.5.55" วันเลขสวยต้องกลายเป็นวันสยองของชาวมาบตาพุดที่ต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน...หลังเกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรงภายในโรงงานบีเอสที อิลาสโตเมอร์ส ราวบ่าย 3 โมงเย็น !!
ผู้เห็นเหตุการณ์ซึ่งอยู่บริเวณหน้าโรงงาน เล่าว่า หลังจากได้ยินเสียงระเบิด มองเห็นวัตถุโลหะขนาดใหญ่ไฟลุกท่วมพัดกระจัดกระจายเต็มท้องฟ้า บางคนวิ่งหาที่หลบได้ทัน แต่ส่วนใหญ่จะโดนแผ่นเหล็กไฟไหม้ปลิวมากระแทกใส่ ส่วนผู้เสียชีวิตทันทีคือคนที่อยู่ด้านใน ซึ่งไม่มีใครเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา จนเวลาผ่านไปกว่า 10 ชั่วโมงจึงทยอยเคลื่อนย้ายซากศพที่ถูกเผาไหม้ดำเป็นตอตะโกออกมา
ผ่านไป 3 วัน ยังไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านในมีเพียงนายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นเหตุระเบิดของถังบรรจุสาร "โทลูอีน" ของบริษัทบีเอสที อิลาสโตเมอร์ส ซึ่งผลิตยางสังเคราะห์สำหรับอุตสาหกรรมผลิตยางรถยนต์ ภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง มียอดผู้เสียชีวิตรวม 12 คน บาดเจ็บ 130 คน ทางโรงงานกำลังช่วยเหลืออย่างเต็มที่ สื่อท้องถิ่นระบุว่า ผู้บาดเจ็บยังคงเข้ามารักษาตัวอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขมากกว่า 140 คนแล้ว
แต่ที่สร้างความสับสนให้แก่ชาวบ้านมากที่สุด คืออันตรายของสาร "โทลูอีน" เนื่องจากสื่อมวลชนรายงานว่าเป็นสารพิษทำให้เกิดมะเร็งในมนุษย์และเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ตัวแทนจากกรมควบคุมมลพิษ ให้สัมภาษณ์ในทางกลับกันว่า โทลูอีนเป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองเท่านั้น ยังไม่พบว่าทำให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และสารโทลูอีนไม่ละลายน้ำ จะระเหยเมื่อเจอแสงแดดเผา จึงไม่มีผลตกค้างในน้ำหรือในดิน
แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านการกำจัดสารเคมีอันตรายให้ข้อมูลเชิงลึกว่า คำตอบแบบนี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีนักทดลองหรือนักวิจัยคนไหนกล้าเอาสารโทลูอีนใส่เข้าไปทดลองในร่างกายมนุษย์ มีแต่ทดลองในตัวสัตว์ ซึ่งผลยืนยันออกมาแน่ชัดว่า "เป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้เกิดความผิดปกติในอวัยวะ และยังมีผลทำลายตับ ไต กระเพาะปัสสาวะ สมอง" ส่วนในสิ่งแวดล้อมนั้น ผลวิจัยชี้ชัดว่า "เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำ เป็นพิษต่อปลาและแพลงก์ตอน"
"สารโทลูอีน (Toluene) ถูกใช้เป็นตัวทำละลาย ยกตัวอย่างเช่น เวลาผสมแป้งกับน้ำเพื่อทำขนมนั้น น้ำจะเป็นตัวทำละลายของแป้ง เช่นเดียวกัน โทลูอีนเป็นทำละลายผสมอยู่ในสารต่างๆ เช่น สี กาว ทินเนอร์ แล็กเกอร์ หมึกพิมพ์ ฯลฯ เป็นสารปิโตรเคมีได้จากการกลั่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ หากถามว่าอันตรายแค่ไหน ก็ต้องดูว่าใน พ.ร.บ.วัตถุอันตราย 2535 ระบุให้เป็นสารอันตรายชนิดที่ 3 หมายถึงต้องมีการขึ้นทะเบียนและขออนุญาตนำเข้า ถ้าเป็นสารชนิดที่ 1 สามารถนำเข้าได้เสรี ชนิดที่ 2 ต้องขออนุญาตก่อนนำเข้า ส่วนชนิดที่ 4 ห้ามนำเข้าเด็ดขาด หมายความว่า โทลูอีนอยู่ในหมวดสารอันตราย จึงอยากเตือนให้ผู้สูดดมสารตัวนี้เข้าไปโดยตรง ในวันที่เกิดอุบัติเหตุอย่านิ่งนอนใจต้องสังเกตว่าร่างกายมีอะไรผิดปกติหรือไม่ บางคนรับสารนี้เข้าไปแล้วไม่มีผลอะไร ร่างกายสามารถขับออกมาจากเหงื่อหรือปัสสาวะได้ แต่บางคนร่างกายไม่สามารถขับออกมาได้ตามธรรมชาติ อยู่ที่ความแข็งแรงของแต่ละคน" ผู้เชี่ยวชาญสารเคมีอันตรายข้างต้นกล่าวเตือน
ดร.จารุพงศ์ บุญ-หลง ผู้เชี่ยวชาญสารเคมีพิษ อดีตรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) อธิบายว่า โทลูอีนเป็นพวกกลุ่มตัวทำละลายหรือที่เรียกว่า โซลเวนท์ (SOLVENT) สารพวกนี้ถ้าเข้าร่างกายมนุษย์ในจำนวนมากๆ ภายในไม่กี่นาทีก็วิงเวียนและสลบได้ และอาจเสียชีวิตระหว่างสลบ เนื่องจากคนที่สลบยังหายใจสูดดมสารโทลูอีนเข้าไปเรื่อยๆ สารพิษจะทำลายระบบทางเดินหายใจ จนหายใจไม่ออกตาย วิธีการกำจัดจากร่างกายก็ไม่มียาช่วยได้ ต้องใช้เวลาให้ร่างกายค่อยๆ ขับพิษออกมาเอง แต่สารตัวนี้จะไม่ตกค้างในสิ่งแวดล้อมมากนัก แต่เพื่อความปลอดภัยทางกรมควบคุมมลพิษต้องเข้าไปตรวจสารตกค้างในจุดต่างๆ อย่างละเอียด
ด้าน นพ.พิบูล อิสระพันธ์ สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข เล่าว่า ขณะนี้ยังไม่มีใครได้ชันสูตรศพ จึงยังไม่รู้ว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 12 คนนั้นเกิดจากแรงปะทะของระเบิดไฟไหม้ หรือจากการสูดดมสารโทลูอีนเข้าไปในร่างกายจำนวนมากแล้วเกิดพิษเฉียบพลัน ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างที่เกิดไฟไหม้นั้นมีสารพิษตัวอื่นเจือปนออกมาเพิ่มหรือไม่ เช่น ควันจากคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วงแรกควรอพยพชาวบ้านออกนอกพื้นที่ให้หมด แล้วตรวจสอบสารตกค้างในสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด เช่น ดิน น้ำ อากาศ และไม่ควรตรวจแค่โทลูอีนตัวเดียว แต่ต้องตรวจสารพิษอื่นๆ ด้วย ส่วนที่ชาวบ้านในชุมชุมรู้สึกไม่เจ็บป่วยไม่สบายหลังเกิดระเบิด อาจเป็นไปด้วยว่า สารพิษเหล่านี้ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมมานานแล้ว และมันสะสมอยู่ในร่างกายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อเนื่องหลายปี จนกระทั่งเมื่อรับสารเคมีบางชนิดเข้าไปจำนวนมากในทันทีทันใด ร่างกายจึงเกิดปฏิกิริยารุนแรงเจ็บป่วยเฉียบพลัน
หลังอุบัติเหตุน่าสลดใจนี้เกิดขึ้น กลุ่มที่เข้าไปสืบหาข้อเท็จจริงและสอบถามเบื้องลึกจากชาวบ้าน คือกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ "เอ็นจีโอ" ที่ทำเรื่องปัญหามลพิษในนิคมอุตสาหากรรมมาบตาพุดมายาวนานกว่า 10 ปี พวกเขารู้ดีว่าผลสุดท้ายเหยื่อจะถูกปฏิบัติในรูปแบบใด
"เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง" ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ เล่าว่า ได้เข้าไปในโรงงานที่เกิดเหตุตั้งแต่เที่ยงวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม แต่เจ้าหน้าที่โรงงานไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปดูข้างในแม้แต่ข้าราชการและหน่วยกู้ภัยยังต้องรออยู่ข้างนอก สร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้แก่ทุกคนว่า พวกเขากำลังทำอะไรกับสารเคมีพิษที่รั่วไหลอยู่ด้านใน มีการพยายามทำให้ข่าวเรื่องนี้เป็นข่าวเล็กๆ ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนปลอดภัยแล้ว
"ผ่านไป 1 วัน ตอนยืนหน้าโรงงานยังรู้สึกได้เลยว่าแสบตาแสบจมูก จะมาบอกว่าปลอดภัยแล้ว คงไม่มีคนเชื่อเท่าไร และที่ไม่น่าเชื่อคือจำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตว่ามีแค่ 12 คน จากสภาพแล้วน่าจะมีอีกหลายคนเพราะในวันนั้นผู้อยู่ข้างในมีประมาณ 50 กว่าคน หรือว่าศพบางคนเหลือแต่เถ้าถ่านทำให้ดูไม่ออกว่าเป็นอะไร คำถามสำคัญตอนนี้ 3 ข้อคือ 1.จะดูแลเยียวยาคนงานที่เสียชีวิตและผู้เจ็บป่วยอย่างไร 2.การจัดการกากของเสีย หรือมลพิษที่ตกค้างในบริเวณนั้นอย่างไร 3.ต้องมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด โดยเฉพาะปริมาณสารเคมีโทลูอีนที่ระเบิดนั้นมีจำนวนขนาดไหน จะได้คาดการณ์ได้ว่าอาจตกค้างหลงเหลือในสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงไร"
เพ็ญโฉมแนะนำทิ้งท้ายว่า กลุ่มเหยื่อสารโทลูอีนระเบิดครั้งนี้ ควรมีการขึ้นทะเบียนเก็บข้อมูลพวกเขาทุกคนอย่างละเอียด ให้ตรวจร่างกายเป็นระยะ เพื่อศึกษาผลตกค้างในร่างกายระยะยาว หากทุกคนปลอดภัยก็โชคดี แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะได้เยียวยารักษาได้ทัน
..........
(หมายเหตุ : ปมปริศนา 'โทลูอีน'...สารพิษมาบตาพุด : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



