
อาชญากรรมอาเซียน
อาชญากรรมอาเซียน: เลียบค่าย โดย ชัยกร ใบเงิน
ประชาคมอาเซียนจะมีผลในปี 2558 หากมองในมุมอาชญากรรมคนไทยอาจคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรรุนแรงไปมากกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน
แต่ในความเป็นจริงพื้นฐานอาชญากรแต่ละประเทศมีความแตกต่าง พฤติกรรม ความฉ้อฉล ความรุนแรง ลักษณะการก่อคดี อยู่ที่นิสัยและความเคยชิน ตามสภาพแวดล้อมของคนชาตินั้นๆ
เมื่อประชากรของอาเซียน สามารถเข้าออกแต่ละประเทศได้สะดวกขึ้น ก็ไม่มีเหตุผลที่บรรดาอาชญากรจะผ่านหรือลักลอบเข้าออกไม่ได้
ถามว่าเมื่อประชาคมอาเซียนมีผล สถานการณ์ด้านอาชญากรรมในประเทศไทยจะรุนแรงขึ้นหรือไม่ ถึงเวลานี้ยังตอบยาก ถ้าดูจากสถิติเฉพาะคดีฆาตกรรมของประเทศสมาชิกที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ทำไว้ แนวโน้มบ้านเราจะมีตัวเลขสูงขึ้นมีมาก
ประเทศไทยหากเทียบต่อประชากร 1 แสนคน เราเกิดคดีฆ่าเฉลี่ย 5.9 คน ตัวเลขนี้มากกว่ากัมพูชาที่เฉลี่ยเพียง 3.2 ด้วยซ้ำ
เหตุที่ประเทศสมาชิกมีตัวเลขฆาตกรรมน้อยเพราะส่วนใหญ่ใช้นโยบาย “ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน” (Community Policing) มาป้องกัน
ในภูมิภาคนี้เหลือเพียงบ้านเรากับกัมพูชาเท่านั้นที่ยังไม่เริ่มอย่างจริงจัง ตำรวจไทยยังทำงานแบบเก่า รอให้เหตุเกิดแล้วค่อยปราบปราม ไปไล่จับคนร้าย ไม่มีระบบข้อมูลกลาง หวงข้อมูล
สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีระบบที่เรียกว่า “Polis” เพื่อให้โรงพักทั่วประเทศ กองสืบสวนฯ ทั้งหมดป้อนข้อมูลเข้ามาแต่ก็ล้มเหลว
ดูจากตัวเลขประเทศที่นำแบบ “ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน” มาป้องกันซึ่งถือเป็นสากลที่เริ่มด้วยการป้องกัน คุ้มครองและให้บริการชุมชน มาใช้ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่รัฐได้ข้อมูลและเครือข่ายกลับมามากมาย
สถิติฆาตกรรมของอินโดนีเซียเหลือเพียง 0.7, บรูไน 0.5 หรือแม้แต่เวียดนามมีตัวเลขเฉลี่ยเพียง 1.9 เมื่อเทียบกับประชากร 1 แสนคน
อย่าลืมว่าอีก 3 ปีข้างหน้า ระบบสังคม การศึกษา เศรษฐกิจ ในอาเซียนต้องปรับตัวเข้าหากัน การลงทุนเสรี การค้าเสรี แรงงานเสรี อาชญากรรมก็เสรีไปด้วย
ถึงเวลานี้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางดูจะเป็นหัวหอกในการทดสอบนโยบาย เริ่มจากชุมชนเล็กๆ ที่ประสบความสำเร็จ
ถ้าจะขับเคลื่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คงต้องเริ่มคิดวิธีการทำงานแบบใหม่ที่เป็นสากล เร่งลงมือทำให้เร็วเพราะมีผลต่อความสงบสุขชาวบ้านทั้งนั้น



