
เก็บตกงานเสรีภาพสื่อที่วอชิงตัน
เก็บตกงานเสรีภาพสื่อที่วอชิงตัน: ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เกริ่นนำเอาไว้บ้างแล้วในเรื่องของเสรีภาพสื่อ แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดบรรยากาศ เพราะว่าต้องส่งต้นฉบับก่อนงาน สัปดาห์นี้เลยมาขยายความให้ฟังสักหน่อย
ความเดิมจากตอนที่แล้วก็คือ ผมได้รับเชิญให้เป็นส่วนหนึ่งของตัวแทนสื่อนานาชาติ ไปร่วมงานแถลงข่าวรายงาน "เสรีภาพสื่อโลก" ขององค์กร Freedom House ซึ่งจะมีการแถลงข่าวทุกปี โดยเฉพาะในช่วงวันสื่อโลกคือวันที่ 3 พฤษภาคม
งานแถลงข่าวใหญ่นั้นจัดทำในสองวัน คือวันที่ 1 และวันที่ 3 วันที่ 1 นั้นเป็นวันที่แถลงข่าวที่พิพิธภัณฑ์ข่าว (ซึ่งจะมีแผนที่ของแต่ละประเทศว่าอยู่ในสถานะอะไรในปีนั้น) ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี และวันที่ 3 นั้นแถลงข่าวที่สมาคมข่าวแห่งชาติ เมืองเดียวกัน
นอกเหนือจากการแถลงข่าวแล้ว เราก็มีโอกาสได้เดินทางไปพบกับบรรดาผู้ที่ให้การสนับสนุนองค์กรดังกล่าว มีโอกาสได้ไปร่วมงานแถลงข่าวของมูลนิธิส่งเสริมประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Endowment for Democracy) มีโอกาสได้พบกับคณะกรรมาธิการของรัฐสภา พบกับหน่วยงานด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และแรงงานของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ และที่สำคัญก็คือมีโอกาสได้ไปพบปะกับบรรดาบริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอินเทอร์เน็ต และสื่อใหม่ ที่เริ่มพัฒนางานที่ครอบคลุมเรื่องของนโยบายสื่อระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นดิสนีย์ (อย่าดูหมิ่นทีเดียว เพราะดีสนีย์นั้น เป็นเจ้าของสถานีข่าวเอบีซี และช่องกีฬา ESPN พบกับไมโครซอฟท์และสไกป์ (ไมโครซอฟท์ซื้อสไกป์ไปแล้ว) พบกับ Facebook และพบกับ Google
โดยสรุปมีประเด็นสามประเด็นที่อยากจะขอฝากเอาไว้จากการมีโอกาสได้ไปร่วมงานกับเขาอยู่สักสามเรื่อง
เรื่องที่หนึ่ง โดยภาพรวมของเสรีภาพสื่อโลกในปีนี้ เสรีภาพของสื่อโลกดีขึ้น อันเป็นผลสำคัญมาจากความเปลี่ยนแปลงของระบอบการเมือง อาทิ กรณีลิเบีย อียิปต์ รวมทั้งของไทย เรื่องนี้มีส่วนสำคัญในมุมมองของผู้ประเมิน ซึ่งมาจากการสัมภาษณ์คนในประเทศนั้นๆ จากหลากหลายสาขา กล่าวโดยสรุป บรรยากาศทางการเมืองมีส่วนสำคัญในการประเมินเสรีภาพของสื่อ
เรื่องที่สอง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโดยภาพรวมแล้วเสรีภาพของโลกในด้านสื่อจะดีขึ้น คือมีประเทศที่เข้าสู่สถานะกึ่งฟรีมากขึ้น (รวมทั้งบ้านเรา) โดยมีตัวชี้วัดที่สำคัญก็คือเรื่องของการเลือกตั้งที่ทำให้สื่อสามารถรายงานข่าวได้มากขึ้น (แต่จำได้ใช่ไหมว่าสมาคมสื่อบ้านเรากลับไปหาเรื่องว่าสื่อเสนอข่าวไม่เป็นกลาง ทั้งที่ตอนที่เขามีสถานการณ์ฉุกเฉินสมาคมดังกล่าวที่ไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวเลยสักแอะ) แต่สิ่งที่ต้องตั้งคำถามก็คือสารัตถะของเสรีภาพนั้นเป็นเสรีภาพแบบไหน
ประเด็นที่ Freedom House ให้ความสำคัญก็คือ เสรีภาพที่โลกนี้มีเพิ่มขึ้นในด้านสื่อคือ เสรีภาพเชิงลบ ซึ่งต่างจากเสรีภาพเชิงบวก ในความหมายที่ว่า เสรีภาพเชิงลบหมายถึงการมีเสรีภาพในแบบที่หลุดพ้นออกจากบรรยากาศแบบเดิมๆ เช่นการโค่นล้มรัฐบาล หรือการยกเลิกระบอบเก่าที่เป็นอันตรายต่อเสรีภาพของสื่อ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่ขาดคือเสรีภาพเชิงบวกในความหมายของกฎกติกาและสถาบันที่จะให้หลักประกันในเรื่องของการใช้เสรีภาพของสื่อ ในความหมายของกฎหมายและการปฏิบัติตามกฎหมายรวมถึงวัฒนธรรมของความอดทนอดกลั้นและความจริงใจของรัฐที่มีต่อเรื่องของเสรีภาพสื่อนั่นแหละครับที่ยังขาดกันอยู่มาก
เรื่องสุดท้าย ในเรื่องบ้านเรา สิ่งที่เขากังวลกันนั้นก็คือคดีหมิ่น และตัวภาพรวมเรื่องของความผิดใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
อย่าลืมว่าเรื่องคดีหมิ่นนั้นเรื่องมันซับซ้อนขึ้นเพราะปัจจุบันข้อหาที่โดนจะโดนทั้งเรื่องของคดีอาญา และคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
เรื่องใหญ่ก็เลยไม่ใช่แค่เรื่องของว่ามีคนไปโพสต์ข้อความที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นหรือไม่ (ซึ่งการตีความก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาต่อไป) แต่เรื่องใหญ่ที่ต่างชาติเขาเป็นห่วงนอกจากประเด็นทางการเมืองและสิทธิมนุษยชนแล้ว (อย่างเช่นโจ กอร์ดอน) ก็เป็นเรื่องกรณีของคุณจีรนุช ของเว็บบอร์ดประชาไท ที่คุณจีรนุชไม่ได้โพสต์ข้อความ แต่เป็นผู้จัดการเว็บบอร์ดที่มีคนมาโพสต์ข้อความ ซึ่งตามการตีความของกฎหมายไทยถือว่าคุณจีรนุชผิดด้วย เพราะเปิดพื้นที่โพสต์
แต่ฝรั่งเขาติดตามเรื่องนี้ในรายละเอียดเพราะว่าต่อไปถ้ามีการโพสต์ข้อความเช่นนี้ แล้วคนที่เป็นคนกลางโดนไปด้วย ต่อไป ยูทูบ เฟซบุ๊ก สไกป์ หรือบริษัทอีเมลต่างๆ ก็จะโดนไปด้วยไงครับ เพราะโดนฐานความผิดเดียวกัน
หึหึ บริษัทเหล่านี้เขาติดตามข่าวบ้านเราละเอียดกว่าคนในบ้านเราเองที่กลัวเสียจนไม่อยากจะรับรู้ข้อมูลให้คันหูเล่นๆ ซะงั้น



