ข่าว

'พท.'ขู่ฟ้องกทม.เร่งต่อสัญญารถไฟฟ้า

'พท.'ขู่ฟ้องกทม.เร่งต่อสัญญารถไฟฟ้า

07 พ.ค. 2555

"พท." ขู่ กทม. เร่งต่อสัญญารถไฟฟ้า อาจขัด พรบ.ฮั้ว เซ็นเมื่อไหร่ส่งฟ้อง ปปช. ทันที "กทม."ลั่นไม่กลัวยันทำถูกต้องทุกอย่าง มีข้อบัญญัติรองรับ 6 ฉบับ ปิดช่องรัฐบาลฮุบ "เจ๊หน่อย" ลั่นปี55 ยังไม่ร่วมครม.-ไม่ลงผู้ว่าฯกทม.

                7พ.ค.2555 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมพรรคได้แสดงความเป็นห่วงกรณีที่มีข่าวว่า คณะผู้บริหารกทม.จะลงนามต่อขยายสิทธิการบริหารรถไฟฟ้าบีทีเอส ให้กับบริษัทเอกชนรายเดิมในสัญญา 30 ปี ทั้งที่สัญญาเดิมยังเหลืออีก 17 ปี และจากการหารือร่วมฝ่ายกฎหมาย เห็นว่าประเด็นนี้อาจเข้าข่ายพรบ.ฮั้ว ที่ปล่อยให้มีการรีบร้อนเร่งรัดโดยไม่เปิดโอกาสให้บริษัทอื่นเข้ามาประมูล ถือว่ามีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ อีกทั้งยังไม่ส่งเรื่องสู่ที่ประชุมครม.พิจารณา ทั้งที่เป็นโครงการบริการสาธารณะที่ต้องทำไปโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และสงสัยว่าวาระการทำงานของผู้ว่ากทม.ที่ไม่ถึง 1 ปี แต่เหตุใดจึงมีการเร่งรีบที่จะให้มีการลงนาม  ทั้งนี้ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ได้หารือว่า หากมีการลงนามต่อสัญญาดังกล่าวจริง  นอกจากจะเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.ร่วมทุน พ.ร.บ.ฮั้วแล้ว คณะผู้บริหารกทม.ที่เซ็นสัญญาจะถูกทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยยื่นต่อปปช.และกรมสอบสวนคดีพิเศษให้ตรวจสอบ โดยได้พรรคได้เตรียมข้อมูลไว้แล้ว ซึ่งหากมีการเซ็นสัญญาวันใด พรรคก็จะไปยื่นตรวจสอบทันที


"กทม."ลั่นไม่กลัวพท.ฟ้องระงับสัญญาจ้างเดินรถ"บีทีเอส"


                นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ตนไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้แต่อย่างใด หากมีช่องทางฟ้องได้ก็ฟ้องได้เลย เพราะยืนยันว่าการดำเนินการของกทม.ถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง โดย กทม.ได้เซ็นสัญญาว่าจ้างเคที ซึ่งกฤษฎีกาตีความแล้วว่าไม่ได้เป็นบริษัทเอกชน เพราะกทม.ถือหุ้นอยู่กว่า 99 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถือเป็นรัฐวิสาหกิจของกทม. ในการบริหารจัดการรถไฟฟ้าบีทีเอส ระยะเวลา 30 ปี เป็นเงิน 1,800 ล้านบาท ส่วนการจ้างเดินรถนั้นเป็นสัญญาระหว่างเคทีกับบีทีเอส จำนวนเงิน1.9 ล้านบาท ซึ่งกทม.ได้ออกข้อบัญญัติกทม.ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภากทม. รองรับทั้งหมด 6 ฉบับ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว แต่จริงๆ แล้วนั้น กทม. มีภาระงบประมาณผูกพันที่ต้องจ่ายเพียง 6,400 ล้านบาท ไม่ใช่ 1.9 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินที่ใช้สำหรับอุดหนุนให้ระบบการเดินรถสามารถเดินต่อไปได้ในช่วง 17 ปีแรกที่ยังอยู่ในช่วงสัมปทาน แต่หลังจากสัญญาสัมปทานสิ้นสุด ในปี 2572 ทรัพย์สินก็จะตกเป็นของ กทม. รายได้ทั้งหมดจากการเดินรถก็เป็นของ กทม.ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าในระยะเวลา 13 ปีจะทำให้ กทม.มีรายได้ถึง 1.1 แสนล้านบาท

                นายธีระชน กล่าวต่อว่า การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการอุดช่องว่างไม่ให้รัฐบาลเข้ามาฮุบรถไฟฟ้าสายนี้ที่เป็นทรัพย์สินของกทม. โดยผู้บริหารกทม.มีสิทธิที่จะกำหนดค่าโดยสารเอง ซึ่งหากผู้ว่าฯ กทม.ในอนาคตมาจากพรรคเพื่อไทยก็สามารถกำหนดค่าโดยสารได้เช่นเดียวกัน แต่ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจรัฐมาฮุบ ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมารัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม เคยทำหนังสือถึงกทม. เพื่อขอซื้อรถไฟฟ้าบีทีเอส แต่หากรัฐบาลจะมาซื้อตอนนี้รัฐบาลจะจ่ายแค่ค่าโครงสร้างไม่ได้ เพราะทรัพย์สินได้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นแล้ว ซึ่งจะต้องจ่ายอย่างน้อย 1.1 แสนล้านบาทหรืออาจจะถึง 5 แสนล้านบาทให้กับ กทม. อย่างไรก็ตาม ตนจะนำเรื่องมูลค่าทรัพย์สินของรถไฟฟ้าบีทีเอสเข้าที่ประชุมผู้บริหาร กทม. เพื่อให้เป็นบันทึกรายงานการประชุมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

                “กทม.ใช้เวลาดำเนินการมา 3 ปี ออกข้อบัญญัติ 6 ฉบับ ซึ่งกฎหมายทุกฉบับออกจากสภากทม. มีพระราชบัญญัติรองรับ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วทั้งหมด ถ้าเขาจะฉกไปทำปู้ยี่ปู้ยำโดยเอาไปอุ้มระบบขนส่งอื่น กทม.ยอมไม่ได้เด็ดขาด แต่หากจะยึดก็ไม่ง่ายเพราะต้องจ่ายอย่างน้อย 1.1 แสนล้าบาท ” รองผู้ว่าฯ กล่าว


"เจ๊หน่อย"ลั่นปี'55ยังไม่ร่วมครม.-ไม่ลงผู้ว่าฯกทม.

   
                เมื่อเวลา 11.00 น. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย(ทรท.) ในฐานะสมาชิกบ้านเลขที่111  เปิดบ้านพักในซอยลาดปลาเค้า 60 ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานหลังพ้นโทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ว่า ความตั้งใจในปีนี้จะขอทำงานสำคัญที่ค้างคาคือการบูรณะลุมพินีสถานี ประเทศเนปาล ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติพระพุทธเจ้าให้เสร็จสิ้น ดังนั้นหลังพ้นโทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจะไม่ไปรับตำแหน่งๆ ในทางการเมือง ไม่เช่นนั้นอาจทำให้โครงการดังกล่าวถูกบิดเบือนจากฝ่ายตรงข้ามให้เสียไป แล้วงานบุญก็จะเสีย
 

                ส่วนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกทม.ที่จะมีขึ้นในต้นปี 2556 นั้น คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ตนพร้อมสนับสนุนหาคนที่มีความรู้ความสามารถมาลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ดิฉันสนใจส่งเสริมคนและอยากจะเปิดรับสมัครลงผู้ว่าฯกทม.ว่าใครอาสาทำงานเพื่อกทม.ก็สามารถที่จะมาคุยกันได้ แต่เบื้องต้นยังไม่ได้คิดที่จะลงสมัครผู้ว่าฯกทม.เอง เมื่อดาราเขามีแม่ยก ดิฉันก็อยากเป็นแม่ยกบ้าง ตนอายุมากแล้ว อยากเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถมาก แต่ไม่ทิ้งคนกทม.แน่ เพราะดิฉันโตและเกิดที่กทม.
 

"ณัฐวุฒิ"นำทีมส.ส.เพื่อไทยช่วยเมีย"ยุทธ ตู้เย็น"หาเสียงชิงนายก อบจ.เชียงราย

                เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 6 พ.ค.ที่สนามกีฬาโรงเรียนพานพิทยาคม นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ภรรยานายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร  และผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.เชียงราย ได้จัดเวทีปราศรัยหาเสียง โดยมีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในท้องที่ อ.เมืองเชียงราย  เดินทางไปร่วมด้วย โดยมีมวลชนที่ไปฟังการปราศรัยหาเสียงประมาณ 2,000 คน

                ขณะที่การหาเสียงเริ่มร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนักการเมืองขั้วพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง พึ่งแพ้การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงรายในการเลือกตั้งวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยผู้ชนะ คือ นายวันชัย จงสุทธนามณี อดีตนายกเทศมนตรีหลายสมัยและอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย รวมทั้งเป็นสามีของนางรัตนา จงสุทธนามณี อดีตนายก อบจ.เชียงราย และผู้สมัครแข่งขันกับนางสลักจฤฎดิ์ โดยชนะนายสมพงษ์ กูลวงศ์ จากขั้วพรรคเพื่อไทย และนายวิทยา ตันติภูวนารถ จากกลุ่มคนเสื้อแดงไปขาดลอยหลายพัน
   
                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย จะมีขึ้นวันที่ 27 พ.ค.นี้ โดยผู้สมัครมี 4 คนได้แก่นางสลักจฤฎดิ์ จากกลุ่มพรรคเพื่อไทย นางรัตนา จงสุทธนามณี อดีตนายก อบจ.เชียงราย คนล่าสุด น.ส.พนิดา มะโนธรรม จากกลุ่มตะวันแดงเชียงรายกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเสื้อแดง และนายสฤษฏ์ อึ้งอภินันท์ ซึ่งใช้ชื่อว่ากลุ่มเพื่อไทยเชียงรายโดยเคยเป็นอดีต ส.ส.เชียงราย พรรคไทยรักไทยและพลังประชาชน รวมทั้งมีกลุ่มเสื้อแดงกลุ่มใหญ่ให้การสนับสนุนจนเกิดความแตกแยกกับกลุ่มที่สนับสนุนนางสลักจฤฎดิ์   


แกนนำพรรคเพื่อไทยสายอีสานหนุน"จตุพร"นั่งมท.2

                นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงธารณสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย สมาชิกพรรคเพื่อไทย จ.ชัยภูมิ กล่าวถึงกรณีชื่อมีของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และเป็นแกนนำ นปช.คนเสื้อแดงที่จะได้ปรับ ครม.มานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเคยรับปากไว้นั้นเรื่องนี้ นพ.สุรวิทย์ กล่าวว่า  ตนเองก็คิดว่านายจตุพร เป็นบุคคลหนึ่งที่มีความรู้ ความสามารถและเป็นผู้ที่มองเหตุการณ์ต่างๆได้ค่อนข้างกว้างขวาง ความรู้ ความสามารถของเขาเป็นได้

                ส่วนที่มีกระแสว่าเพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่งออกมาต่อต้านนายจตุพร จะมีปัญหาความแตกแยกในพรรคหรือไม่ นพ.สุรวิทย์ กล่าวเรื่องนี้ว่า ตนยังไม่เห็นมีใครต่อต้านนายจตุพรมีแต่คนรักนายจตุพรอยู่