ข่าว

แพงหูฉี่

แพงหูฉี่

07 พ.ค. 2555

แพงหูฉี่ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

               เสน่ห์ประการหนึ่งของเพลงลูกทุ่งก็คือการสะท้อนภาพของ ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ว่าจะในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม คตินิยม วัฒนธรรม รวมทั้งวิถีชีวิตของผู้คนร่วมสมัย หากนำเพลงลูกทุ่งในแต่ละยุคแต่ละสมัยมาร้อยเรียงกัน ก็จะทำให้มองเห็นความเป็นไปในบ้านเมืองโดยลำดับได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ยุคกลิ่นโคลนสาบควาย มาถึงยุคสาวโรงงาน และสาวห้าง จากวิทยุทรานซิสเตอร์ มาถึงมือถือ ซึ่งบทเพลงเหล่านั้นยังคงความไพเราะน่าฟัง แม้ว่าบางเพลงจะมีอายุ 40-50 ปีก็ตาม และที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น ก็คือหลายๆ เพลง ยังมีเนื้อหาร่วมสมัยอยู่เสมอ ดังเช่นเพลง “จ่ายตลาด” จากเสียงร้องของกิ่งดาว จันทร์สวัสดิ์
   
               “แพงจนหูฉี่ ของดีๆ ก็น่าจะแพง ของเหี่ยวๆ แห้งๆ โอ๊ย ทำไมมันแพงเหลือใจ หอย เห็ด เป็ด ไก่ ปู ปลา โอ๊ย ตั้งท่าแต่จะขึ้นค่าตัว น้ำปลาฟักแฟงแตงถั่ว รวมหัวผนึกกำลัง เจ้ากุ้งใหญ่ๆ เจ้าไก่อ้วนๆ มันยกขบวนไปต้อนรับฝรั่ง
   
               แพงจนหูเดือด ช่างหน้าเลือดเชือดเฉือนเต็มทน มะนาว มะกรูดหล่นๆ มะเขือเกลือป่น พากันแพงจัง พริก ถ่าน ข้าวสาร ก็แพง โอ๊ย ปลาแห้ง ปลาย่าง ปลาทู มันแพงจังรั้งไว้ไม่อยู่ ยิ่งเนื้อหมูยิ่งตัวชื่อดัง มันยกระดับเข้าคลับเข้าบาร์ แม้แต่กล้วยน้ำว้าก็ยังอุตส่าห์แพงจัง”
   
               เพลง “จ่ายตลาด” นี้ ครูกานท์ การุณวงศ์ แต่งไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 โน่นแน่ะครับ
   
               แต่ถ้าใครไปเดินจ่ายตลาดในวันนี้ ก็คงจะนึกว่าเป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ให้เข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่สินค้าปรับราคาสูงขึ้น หรือหากคงราคาเดิมก็จะลดปริมาณและคุณภาพลง เรียกรวมๆ ก็คือภาวะค่าครองชีพสูง
   
               ปกติสินค้าย่อมมีการขยับราคาสูงขึ้น ตามราคาของปัจจัยการผลิต อาทิ วัตถุดิบ พลังงาน ค่าแรง ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งส่วนมากภาครัฐมักจะขอให้ผู้ผลิตเป็นผู้แบกรับภาระส่วนนี้ ด้วยการตรึงราคาสินค้าไว้ก่อน แต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเช่นว่านี้ ย่อมก่อปัญหาทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในอนาคต เพราะเมื่อถึงจุดที่ต้นทุนการผลิตสูงจนเกินกำลัง ผู้ผลิตก็มีทางเลือกเพียง 2 ทาง คือการขึ้นราคาสินค้าแบบก้าวกระโดด หรือเลิกกิจการ
   
               แต่เดิมนั้น สิ่งที่เป็นตัวเร่งของการขึ้นราคาสินค้า ก็คือการปรับอัตราเงินดือนของข้าราชการ กับการปรับราคาของน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ แต่สำหรับการที่สินค้าต่างๆ มีราคาแพงในขณะนี้ นอกจากการปรับค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวันและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งทะยานสูงลิ่วแล้ว ยังมีผลพวงจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่แล้วเข้ามาเป็นปัจจัยร่วมด้วย เพราะความเสียหายที่เกิดกับพื้นที่เกษตรกรรมกินเนื้อที่มหาศาล หนำซ้ำในปีนี้ยังเกิดภาวการณ์ขาดแคลนน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกตามมาอีกด้วย
   
               เรื่องของแพงนี้ ใครอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา หรือเรื่องธรรมชาติก็ได้ แต่รัฐบาลไม่สามารถที่จะใช้ความเป็นธรรมดา หรือธรรมชาติมาเป็นข้อยกเว้นสำหรับปัญหาของแพงที่เกิดขึ้นได้ เพราะประการแรกรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบต่อนโยบายประชานิยมต่างๆ ที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียง รวมทั้งการขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาท ซึ่งนั่นหมายถึงการคำนวณผลดีผลเสียอย่างถี่ถ้วน ไม่ใช่เป็นนโยบายก้อนเมฆที่ล่องลอยบนท้องฟ้า และสร้างภาระต่อการเงินการคลัง และเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้รัฐบาลย่อมจะต้องมีกลไกในการควบคุมดูแลราคาสินค้าให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค
   
               สำหรับเรื่องอุทกภัย เมื่อปีที่แล้วและภัยแล้งในปีนี้นั้น อันนี้เป็นเครื่องแสดงวิสัยทัศน์ของผู้เป็นรัฐบาล ในการแก้ไขวิกฤติการณ์ และการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า หากขาดวิสัยทัศน์แล้ว ก็คงจะไม่ต่างจากคนที่เดินอยู่ในความมืด และปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามบุญตามกรรม
   
               และปัญหาของแพงเป็นเรื่องที่มีผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนโดยตรง
   
               ที่สำคัญคือ ราคาสินค้าสูงขึ้นเท่าไหร่ ราคาของรัฐบาลก็ตกต่ำลงเท่านั้นแหละครับ