ข่าว

'ของแพง'เผือกร้อนเขย่าเก้าอี้'รมว.พาณิชย์'

'ของแพง'เผือกร้อนเขย่าเก้าอี้'รมว.พาณิชย์'

07 พ.ค. 2555

'ของแพง' เผือกร้อน เขย่าเก้าอี้ 'รมว.พาณิชย์' สะเทือน : รายงานเศรษฐกิจ : โดย ... อนัญชา สาระคู

          กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งล่าสุดนี้ มีโผการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีในกระทรวงเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ที่เพิ่งเปลี่ยนเจ้ากระทรวงจาก “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” มาเป็น “บุญทรง เตริยาภิรมย์” ได้เพียงแค่ 4 เดือน แต่เหตุผลของการปรับเปลี่ยนต่างจากครั้งก่อน ที่พูดถึงกันแต่เรื่องความไม่ถนัดส่วนตัว ขณะที่วันนี้พูดกันเรื่อง “สินค้าแพง” ที่การแก้ปัญหาดูเหมือนยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง จนกลายเผือกร้อนที่เขย่าเก้าอี้เจ้ากระทรวงพาณิชย์หนักข้อขึ้น 

          แม้ขณะนี้รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องราคาสินค้า จะออกมาย้ำ เพื่อโต้กระแส “แพงทั้งแผ่นดิน” ว่า เป็นแค่ความพยายามปั่นกระแสทางการเมืองเท่านั้น และเรื่องสินค้าแพงเป็นเพียงความรู้สึกของประชาชนที่รู้สึกว่าตนเองรายได้ไม่ขึ้น แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น แนวคิดนี้จึงสวนทางกับสิ่งที่ประชาชนประสบพบกับความเป็นจริงของชีวิต เพราะแค่สินค้าตัวหลัก คือ กลุ่มอาหาร ที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ทำประชาชนเดือดร้อนกันถ้วนหน้าแล้ว 

          แถมยังมีแนวโน้มว่าสินค้าหลายรายการเตรียมจะปรับสูงขึ้นอีก หลังจากราคาน้ำมัน ก๊าซเอ็นจีวี และแอลพีจีปรับสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่ง ซ้ำด้วยค่าโดยสารทุกชนิดที่จะต้องปรับขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง รวมถึงค่าน้ำ และค่าไฟ 

          ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกให้ข้อมูลว่า ปีนี้สินค้าราคาแพงขึ้นกว่าปีที่แล้วเกือบทุกชนิด โดยสินค้าแต่ละชนิดปรับราคาขึ้นไม่เท่ากัน เช่น กาแฟกระป๋อง จากที่เคยซื้อ 307 ปรับขึ้นเป็น 320 บาท ไมโล 320 ขึ้นเป็น 360 บาท อาหารกระป๋องขึ้นราคา 5-7 บาท ส่วนผู้ผลิตที่ไม่ได้ปรับขึ้นราคาก็จะลดปริมาณสินค้าลงแต่ขายในราคาเดิม และยังมีปัญหาเรื่องการไม่รับสินค้าที่หมดอายุคืน หากร้านค้าปลีก หรือโชห่วย ไม่สามารถจำหน่ายได้หมดในเวลาที่ระบุไว้ ซึ่งแตกต่างกับก่อนหน้านี้ หากขายไม่หมดก็ไม่ต้องกังวล เพราะบริษัทผู้ผลิตจะรับคืนสินค้า ดังนั้นร้านค้าก็ต้องปรับวิธีการบริหารจัดการ โดยสั่งซื้อสินค้าพอประมาณตามที่จะสามารถขายได้หมด ไม่กล้าสั่งซื้อสินค้าสต็อกไว้มาก

          ผู้ประกอบการร้านค้าปลีก กล่าวเพิ่มเติมว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีการปรับราคาขึ้นค่อนข้างสูง ประมาณ 15-20 บาท แต่สินค้าบางชนิดก็ไม่ได้ปรับขึ้นราคามากนัก เช่น สินค้าที่ใช้ประจำวัน อาทิ น้ำยาล้างจาน สบู่ ยาสระผม ปรับขึ้น 2-3 บาท อย่างไรก็ตาม การที่มีร้านสะดวกซื้อจำนวนมากได้ส่งผลกระทบต่อร้านค้าปลีกเช่นกัน เพราะคนหันไปเข้าร้านสะดวกซื้อมากกว่า 

          ขณะที่โครงการลดภาระค่าครองชีพของรัฐบาลผ่านนโยบาย “โชห่วย ช่วยชาติ” ที่เดิมชื่อ 1 ร้านธงฟ้า 1 ชุมชน ก็มีความล่าช้ามาก ทั้งที่เป็นโครงการที่นายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ให้การสนับสนุน ถึงกับกล่าวผ่านรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” แต่ต่อมาก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากคนในพรรคเพื่อไทยเอง เพราะบางคนไม่ชอบคำว่า “ธงฟ้า” ที่ไปเหมือนกับสีประจำของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งๆ ที่เป็นสีประจำของกระทรวงพาณิชย์ จนต้องเปลี่ยนชื่อเป็นโครงการร้านค้าถูกใจ แต่เมื่อเปิดรับสมัครร้านค้าทั่วประเทศให้เข้าร่วมโครงการ ก็ยังมีเหตุไม่ชอบใจที่ว่า เปิดรับแค่ตำบลละ 1 ร้านเท่านั้น จะทำให้ร้านอื่นเขม่นเอาได้ 

          อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีโผรายชื่อนายบุญทรง ที่จะถูกปรับออกจาก รมว.พาณิชย์นั้น นายบุญทรงกล่าวเพียงว่า ไม่ทราบในเรื่องนี้ แต่การปรับ ครม.ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนเองขอทำงานอย่างเต็มที่ต่อไป 

          ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหาของแพงนั้น นายบุญทรง กล่าวว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในติดตามตรวจสอบราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด และจัดทำต้นทุนราคาสินค้าเพื่อประกาศให้ประชาชนรับรู้ทุกสัปดาห์ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามภาวะราคาสินค้ามาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว จากการตรวจสอบ พบว่าราคาสินค้าไม่ได้แพงอย่างที่คิด “สินค้าแพง” จึงเป็นความรู้สึกของประชาชนที่รู้สึกว่ารายได้ของตนเองไม่ได้ขึ้น แต่มีรายจ่ายเพิ่งขึ้น ดังนั้นจึงต้องหาแนวทางเพิ่งรายได้ในระยะสั้นให้แก่ประชาชน 

          “สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ทำคือ พยายามคุมราคาที่ปลายทาง ซึ่งสินค้าที่เราคุมมีเพียงสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน 42 รายการ และยังมีสินค้าที่อยู่ในกลุ่มติดตามดูแลราคาอีกกว่า 200 รายการ การจะบอกว่าสินค้าแพง ต้องบอกด้วยว่าเป็นสินค้าอะไร ที่ไหนแพง ไม่ใช่บอกเพียงว่าสินค้าแพง แล้วมาโยนความผิดให้ปลายทางอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การดูแลราคาสินค้าเป็นหน้าที่รับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่สามารถปฏิเสธที่จะต้องดำเนินการ” 

          ส่วนสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมก็จะต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกราคา ซึ่งกรมการค้าภายในจะมีการติดตามภาวะราคา รวมทั้งเชิญผู้ประกอบการมาหารือเป็นรายกลุ่มไป 

          สำหรับความคืบหน้าเรื่องการเปิดร้านโชห่วยถูกใจ เริ่มมีเปิดให้บริการบ้างแล้ว จากร้านค้าที่สมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 6,000 ราย โดยภายในสัปดาห์หน้าจะออกไปดูการดำเนินงานของร้านค้าด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม โครงการร้านถูกใจนี้จะเป็นช่องทาง หรือจุดที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพราะจำหน่ายสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในราคาต่ำกว่าปกติ รวมทั้งจะมีราคาอาหารสำเร็จรูปที่เป็นราคาแนะนำสำหรับ 10 เมนู จากการออกตรวจสอบก็พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือดี แต่ยอมรับว่าอาจจะไม่ครอบคลุมทั้ง 100% แต่จะมีแน่นอนใน 30-50% ของพื้นที่ 

          ด้าน นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวถึงโครงการร้านถูกใจว่า รัฐบาลไม่ได้ออกแบบมาเพื่อความยั่งยืน และหากหมดงบประมาณเมื่อใดก็เท่ากับจบโครงการดังกล่าวไป ทำให้การแก้ไขเหมือนไม่ถูกที่ถูกจุดนัก ทั้งที่สามารถทำได้ โดยการต่อยอดอาชีพเดิมที่มีอยู่ เช่น การส่งเสริมผ่านกลุ่มยี่ปั๊ว ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจค้าปลีกค้าส่งอยู่แล้ว โดยรัฐเป็นตัวกลางเจรจาการซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในราคาต้นทุน เพื่อนำไปกระจายให้ร้านค้าโชห่วยต่างๆ ได้ 

          นอกจากนี้ยังสามารถส่งเสริมร้านค้าด้วยการช่วยเหลือลดต้นทุนให้ได้ เช่น ต้นทุนค่าขนส่ง ค่าน้ำมัน หรือ ค่าเช่าพื้นที่ หากรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาจริงพื้นที่ในสถานที่ราชการก็น่าจะจัดให้ร้านค้าจำหน่ายสินค้าโดยไม่คิดค่าเช่าพื้น จะทำให้ร้านค้าพวกนี้สามารถขายสินค้าในราคาที่ถูกลงได้เช่นกัน เป็นการส่งเสริมขายของถูกได้ทางหนึ่ง 

          ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่ดูจะยังไม่เข้าที่เข้าทาง แถมยังมีสินค้าอีกหลายรายการเตรียมปรับขึ้นราคากันแบบยกแผง เพราะต้นทุนขึ้นแบบเห็นๆ ทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง และขนส่ง ปัญหาเหล่านี้รอวัดฝีมือของเจ้ากระทรวงพาณิชย์อย่าง “บุญทรง” หรืออาจจะเป็นเจ้ากระทรวงพาณิชย์คนใหม่ คงติดตามกันต่อไป

 

 

----------

(หมายเหตุ : 'ของแพง' เผือกร้อน เขย่าเก้าอี้ 'รมว.พาณิชย์' สะเทือน : รายงานเศรษฐกิจ : โดย ... อนัญชา สาระคู)

----------