
อัดรบ.ไม่จริงใจแก้'ราคาสับปะรดตกต่ำ'
"ปชป."อัดรัฐบาลไม่จริงใจแก้ปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ แถมตั้งข้อสงสัยรัฐนำเข้าน้ำมันปาล์มเพื่อหาผลประโยชน์ เหน็บ "ยิ่งลักษณ์" อากาศร้อนส่งผลให้พูดจาไม่รู้เรื่อง แนะหามือเศรษฐกิจเจ๋งๆมาช่วย แบงค์ชาติแถลงภาวะเศรษฐกิจภาคใต้ขยายตัว ธปท.เหนือห่วงค่าแรงงาน-เชื้อเ
4พ.ค.2555 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำว่า ขณะนี้ประชาชนผู้ปลูกสับปะรดที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กำลังได้รับความเดือดร้อนจากราคาสับปะรดที่ตกต่ำ โดยขายได้กิโลกรัมละ 3.50-3.80 บาท เมื่อเทียบกับราคาในรัฐบาลชุดก่อน 5.00-5.30 บาท
ก่อนหน้านี้เกษตรกรที่ปลูกสับปะรดได้ชุมนุมและเทสับปะรดที่พื้นถนนเพชรเกษม ช่วงอ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ รัฐบาลโดยคณะกรรมการนโยบายและมาตราการช่วยเหลือเกษตร (คชก.)ได้เสนอครม.อนุมัติงบประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งครม.ได้เพิ่มวงเงินเป็น 1,442 ล้านบาทเพื่อนำไปช่วยเหลือเกษตร แต่ก็ยังไม่มีนำเงินงบประมาณไปซื้อสับปะรดจากเกษตรกร
ต่อมาวันที่ 18 เม.ย.ได้มีการเพิ่มวงเงินอีกเป็นจำนวน 1,590 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรอีก จากนั้นในวันที่ 1 พ.ค. ทางคชก.ได้ส่งเรื่องกลับไปยังครม ซึ่งครม.ได้มีมติลดวงเงินเหลีอเพียง 800 ล้านบาทเท่าเดิม โดยอ้างว่ามีการอนุมัติไปแล้วแต่ไม่ได้ใช้งบ ซึ่งล่าช้าไป 1 เดือน จึงอยากถามว่า ความล่าช้าอยู่ที่ใคร เป็นการแอบหงุบหงิบลดงบประมาณหรือไม่ ซึ่ง 1 เดือนที่ผ่านมาเกษตรกรก็ยังไม้ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเลย สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจในการแก้ปัญหาของรัฐบาล ซึ่งเป็นแบบนี้เกษรตรตายทั้งแผ่นดินแน่
นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในกรณีที่ครม.ได้อนมุติให้มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 40,000 ตัน โดยอ้างว่าจะนำไปพยุงราคาน้ำมันในตลาดให้ราคาไม่เกินขวดละ 42 บาท โดยการนำเข้าให้มอบให้ปตท.และบริษัทลูกที่ประเทศอินโดนีเซียนำเข้า แต่ ปตท.ไม่นำเข้าโดยตรงเพื่อหลีกเลี่ยงกฏหมาย จึงมอบให้องค์การสินค้า (อสค.)นำเข้าแทน แต่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลการซื้อ-ขายได้
อย่างไรก็ตามมีการตรวจสอบราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศมีราคา 33 บาท ขณะที่ต่างประเทศราคา 36 บาท แต่ทำไมรัฐบาล จึงหันไปซื้อน้ำดินจากต่างประเทศ ซึ่งราคาสูงกว่า ซึ่งตนไม่เข้าใจว่า ทำไมรัฐบาลไม่เอาน้ำมันปาล์มดิบใปประเทศ เรื่องนี้เป็นการสมคบคิดเพื่อหาผลประโยชน์กันหรือไม่ วันนี้รัฐบาลบอกว่า ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด 1 ลิตรราคา 42 บาท แต่ความจริงแล้วราคา 47 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไม่มีความจริงใจโดยหลอกลวงตัวเลข สะกดจิตประชาชนว่าของไม่แพง
“การที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯบอกสินค้าแพง เพราะความรู้สึกของประชาชน และอากาศร้อน ไม่ทราบว่า อากาศร้อนจึงทำให้น.ส.ยิ่งลักษณ์พูดจาไม่เข้าร่องเข้ารอยหรือไม่ ทั้งๆที่ของแพงทั้งแผ่นดินเป็นเพราะนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายพลังงาน ที่ทำให้เกิดสภาวะจนทั้งแผ่นดิน แพงทั้งแผ่นดิน ซึ่งไม่มีใครทำได้เท่ากับรัฐบาลชุดนี้ หากนายกฯแก้ไขไม่ได้ก็ต้องหาคนมาช่วย โดยหามือเศรษฐกิจดีๆที่เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจมาช่ย ไม่งั้นคนตายทั้งแผ่นดิน”นายชวนนท์ กล่าว
กทม.ระดมขาย"ไข่ไก่"2แสนฟองใบละ 2.50 บาท
ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานแถลงข่าวว่า กทม.จะจำหน่ายไข่ไก่ราคาถูก ในราคาฟองละ 2.50 บาท เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและค่าครองชีพสูง ให้ประชาชนได้มีโอกาสซื้อหาไข่ไก่เพื่อการบริโภค ในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป เป็นการลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพของประชาชน อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้วย
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวด้วยว่า โดย กทม.จะจำหน่ายไข่ไก่ จำนวน 210,000 ฟอง ในราคาเพียงฟองละ 2.50 บาท ซึ่งประชาชนสามารถซื้อได้คนละไม่เกิน 1 แผง หรือ 30 ฟอง จัดจำหน่าย บริเวณสำนักงานเขต 50 สำนักงานเขตของกทม. ในระหว่างวันที่ 10-11 พ.ค. และวันที่ 14-18 พ.ค.นี้ รวม 7 วัน ในเวลาราชการ
แบงค์ชาติแถลงภาวะเศรษฐกิจภาคใต้ไตรมาส1ยังขยายตัว
นายพฤทธิพงศ์ ศรีมาจันทร์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้ ไตรมาส 1 ปี 2555 ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยภาคการผลิตชะลอตัว ทั้งผลผลิตภาคเกษตรและอุตสาหกรรม เนื่องจากผลผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมันที่ชะลอลง
ส่วนด้านการท่องเที่ยวแม้ว่าในช่วงต้นปีจะมีการขยายตัวดี แต่ผลจากการเตือนภัยในหลายประเทศเกี่ยวกับก่อการร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยุโรป ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ลดน้อยลงเช่นกัน ขณะที่รายได้ของเกษตรกรลดลงตามราคายางพาราและปาล์มน้ำมันเป็นสำคัญ ส่งผลให้การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนชะลอตัวตามลงไปด้วย
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจภาคใต้ ไตรมาส 2 ปี 2555 นั้น คาดว่า การผลิตภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมจะมีการขยายตัว ควบคู่ไปกับราคายางพาราและปาล์มน้ำมันที่จะยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลต่อการอุปโภคบริโภคที่มีการขยายตัวจากรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จำพวกบ้านจัดสรรและคอนโดจะมีการขยายตัวสวนกระแส โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในรอบเดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการทยอยเปิดตัวไปแล้วหลายโครงการ
สำหรับคาร์บอมที่โรงแรม ลี การ์เดนส์ พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมา นั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจของ จ.สงขลา มากมายอย่างที่หลายฝ่ายวิตกกังกล เนื่องจากธุรกิจโรงแรมมีสัดส่วนเพียง 7.8 เปอร์เซ็นต์ ของโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งหมดใน จ.สงขลา ซึ่งถือว่ายังเป็นรองรายได้หลักจากภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมที่มีส่วนแบ่งอยู่กว่า 31.9 และ 12.7 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
อย่างไรก็ตามสำหรับเหตุคาร์บอมที่เกิดขึ้นทำให้ จ.สงขลา สูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ไปแล้วกว่า 800 ล้านบาท ส่วนผลกระทบในช่วงระยะเวลา 3 เดือน จะอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท แต่หากใช้เวลาในการฟื้นตัวนานกว่า 6 เดือน น่าจะทำให้ภาคการท่องเที่ยวสูญเสียรายได้ไปกว่า 2,600 ล้านบาท
ธปท.เหนือห่วงค่าแรงงาน-เชื้อเพลิงกระทบ
นางสุภาวดี ปุณศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคเหนือ เปิดเผยในการแถลงข่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจ ของภาคเหนือไตรมาสที่ 2 ปี 2555 ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจยังไปได้ดีต่อเนื่องจากไตรมาสแรกของปี ( ม.ค.-มี.ค.) โดยเฉพาะภาคการ ผลิตที่คาดว่าจะกลับมาหลังภาคอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัวจากปัญหาน้ำท่วม แต่ยังมีความท้าทายและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของภาคเหนือ เช่น ด้านต้นทุนโดยเฉพาะค่าแรงงานและพลังงานที่สูงขึ้น ภาวะอากาศและภัยธรรมชาติต่อภาคเกษตร การชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว การขาดแคลนแรงงาน และภาวะเศรษฐกิจยุโรป
ส่วนภาวะเศรษฐกิจของภาคเหนือไตรมาสที่ 1 ปี 2555 ที่ผ่านมา ยังขยายตัวได้ดีตามการผลิตของภาคเกษตร โดยรายได้ เกษตรกรขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 ตามปริมาณผลผลิตที่ขยายตัวร้อยละ 12.1 จากพืชสำคัญ เช่น ช้าวนาแรัง อ้อยโรงงาน กระเทียม มันสัมปะหลัง และหอมแดง เนื่องจากการเพิ่มผลผลิตของเกษตรกรเพราะราคาของฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาจูงใจ สำหรับราคาผลผลิตปรบ ตัวสูงขึ้นร้อยละ 0.3
สำหรับการท่องเที่ยวขยายตัวดีขึ้นจากความเชื่อมั่น ทั้งการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น งานมหกรรมพืชสวนโลก เฉลิมพระเกียรติ ราชพฤกษ์ 2554 และสภาพอากาศหนาวเย็นจูงใจ รวมทั้งปัจจัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคกลางทำให้นักท่องเที่ยว เดินทางมาภาคเหนือเพิ่มขึ้น โดยจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.4 และอัตราการเข้าพักเพิ่ม ขึ้นร้อยละ 57.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนซึ่งอัตราการเข้าพักอยู่ที่ร้อยละ 42.5 แต่ในช่วงปลายไตรมาสสถานการณ์เริ่มแผ่วลง จากการจัดกิจกรรมที่ลดลงเพราะงานมหกรรมพืชสวนโลกที่สิ้นสุดไป และ และภาวะหมอกควันที่เริ่มส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยว
นางสุภาวดี กล่าวอีกว่า ด้านดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม การผลิตขยายตัวตามผลผลิตอุตสาหกรรมอาหารและการปรับตัวดี ขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่าเริ่มมีการย้ายฐานการผลิตกลับไปโรงงานในเครือหลังจากซ่อมแซมเสร็จจากเหตุการณ์น้ำท่วม ขณะที่การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก็เริ่มมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าเพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้การผลิตในระยะต่อไปดีขึ้น
นอกจากนี้ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มสดใสตามแรงส่งของโครงการลงทุนต่างๆ ทำให้การจำหน่ายวัสดุก่อ สร้างเร่งตัวขึ้นตามความต้องการเพื่อก่อสร้างทั้งที่อยู่อาศัยและโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีทิศทางขยายตัวอย่างต่อ เนื่องตามการขออนุญาตก่อสร้างในจังหวัดหลักๆของภาคเหนือตอนบนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโครงการลงทุนของเอกชน เช่น เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ มูลค่าการลงทุน 6 พันล้านบาท พรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์ เชียงใหม่ มูลค่าการลงทุน 3.2 พันล้านบาท ห้างแพ ลตตินั่ม เชียงใหม่ มูลค่าการลงทุน 2 พันล้านบาท ฯลฯ
นางสุภาวดี กล่าวต่อไปว่า การค้าชายแดนก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะการค้าชายแดนระหว่างไทย-พม่า โดยการส่งออก ผ่านด่านศุลกากรในภาคเหนือเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.2 ทำให้มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 400 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ชณะที่การส่ง ออกผ่านด่านศุลกากรนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จ.ลำพูน ก็ขยายตัวเพิ่มขึ้น จากเลนส์กล้องถ่ายรูป และชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่ารวม 133.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 ตามการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุน ฯลฯ



