
'ปูติน'เตรียมสาบานตนรับตำแหน่งสมัย3
'วลาดิมีร์ ปูติน' เตรียมตัวทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งปธน.สมัยที่3 บนเส้นทางที่ไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบเหมือนในอดีต
4 พ.ค.55 วลาดิมีร์ ปูติน ได้เตรียมทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 3 อันเป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์หลังยุคสหภาพโซเวียต ที่ผู้สนับสนุนของเขาล้วนคาดหวังถึงการปฏิรูปครั้งสำคัญ แต่ผู้ที่ต่อต้านกลัวว่าจะเกิดภาวะซบเซา
ปูตินมีกำหนดจะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอย่างยิ่งใหญ่ที่ทำเนียบเครมลิน ซึ่งเป็นการกลับเข้าไปนั่งตำแหน่งเดิมที่เคยเป็นของเขาในช่วงระหว่างปี 2543-2551 เพื่อปกครองรัสเซียที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะมีการประท้วงของมวลชนที่ต่อต้านอำนาจรัฐ ส่วนดมิทรี่ เมดเวเดฟ ที่กำลังจะอำลาตำแหน่งประธานาธิบดี หลังจากอยู่มา 4 ปี ได้รับการคาดว่า จะเข้ารับสืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของปูติน หรือการสลับขั้วอำนาจกัน ที่นำไปสู่ความไม่พอใจของผู้ที่ออกมาประท้วง
ปูตินเป็นประธานาธิบดีที่ทำให้รัสเซียเข้าสู่ยุคใหม่อย่างมีเสถียรภาพ ตลอด 2 สมัยที่เขารับสืบทอดอำนาจจากบอริส เยลต์ซิน แต่สังคมของชาวรัสเซียในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน นับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตชนชั้นกลางเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ทำเนียบเครมลินมากขึ้น และอินเตอร์เน็ตได้เปิดช่องทางใหม่ๆ ให้กับการวิพากษ์วิจารณ์ ในขณะที่สื่อของรัฐถูกปิดกั้น
การประท้วงต่อต้านอิทธิพลของปูตินและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่โปร่งใส เมื่อเดือนธันวาคม สามารถดึงดูดมวลชนเข้าร่วมมากกว่า 1 แสนคน ที่ถือว่าเป็นการท้าทายอำนาจรัฐอย่างเหนือความคาดหมาย ซึ่งนอกจากจะมีแรงหนุนจากบรรดาผู้นำฝ่ายค้านที่วิพากษ์วิจารณ์ปูตินในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแล้ว ผู้ประท้วงยังได้แรงบันดาลใจจากนักเคลื่อนไหวทางอินเตอร์เน็ต เช่น นายอเล็กเซ นาวัลนี่ นักรณรงค์ต่อการคอรัปชั่นด้วย
ในถ้อยแถลงครั้งสุดท้าย เมื่อเดือนเมษายน ก่อนอำลาตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปูตินได้ยอมรับว่า ช่วงเวลาแห่งการเลือกตั้งนั้นตึงเครียดมาก แต่ก็หวังว่าจะสามารถปรองดองกับฝ่ายการเมืองทุกฝ่าย แต่หลังความสำเร็จในการประท้วงครั้งแรกผ่านพ้นไป บรรดาผู้นำฝ่ายค้านกลับเป็นฝ่ายเผชิญความยากลำบากในการดึงมวลชนมาเข้าร่วมให้ได้เหมือนเดิม ซึ่งมีทั้งพวกที่นิยมซ้าย พวกรักชาติ และพวกหัวเสรี
แม้ว่าปูตินจะกวาดคะแนนเสียง 63.6 เปอร์เซ็นต์ จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 4 มีนาคม แต่ฝ่ายค้านอ้างว่า มีการสร้างเรตติ้งให้เขาผ่านทางกลไกลที่สกปรกและยังมีบททดสอบที่รอฝ่ายค้านอยู่ในวันที่ 6 พฤษภาคมเช่นกันว่า พวกเขาจะทำได้ตามที่ประกาศไว้หรือไม่ว่า จะจัดการเดินขบวนประท้วงที่มีคนเข้าร่วมหลายล้านคน
ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ ได้มีการเปลี่ยนแปลงวาระในการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโดยให้ขยายจาก 4 ปี เป็น 6 ปี ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่า ประธานาธิบดีปูตินอาจเจอปัญหา
ถ้าเขายังไม่ตอบสนองความต้องการเปลี่ยนแปลงของประชาชน
ปูตินต้องแก้ปัญหาในสิ่งที่เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไม่ได้ตามที่พูด ตอนที่บอกว่าจะปฏิรูป และสัญญาว่าจะทำให้รัสเซียติด 1 ใน 5 ประเทศที่มั่งคั่งทางเศรษฐกิจของโลกภายใน 3 ปี และปรับปรุงบรรยากาศด้านการลงทุนด้วย ส่วนในประเด็นต่างประเทศ คาดว่า รัสเซียในยุคใหม่จะปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองอย่างแข็งกร้าวและแสดงให้เห็นว่าไม่หวั่นเกรงตะวันตก อันเป็นจุดยืนที่แสดงให้เห็นในประเด็นซีเรียและระบบป้องกันขีปนาวุธ
แต่ปูติน ได้ให้ความสำคัญอันดับแรกกับการสร้างสหภาพยูเรเชีย ซึ่งเป็นกลุ่มใหม่ที่เป็นการรวมตัวของอดีตประเทศสหภาพโซเวียต ที่นักวิเคราะห์มองว่า เหมือนการกลับไปสู่ยุคสหภาพโซเวียต ที่ปูติน อดีตสายลับ KGB แสดงออกอย่างชัดเจนว่า เขาเสียใจอย่างมากต่อการล่มสลายของสหภาพโซเวียต



