ข่าว

บทเรียนภัยแล้ง

บทเรียนภัยแล้ง

04 พ.ค. 2555

บทเรียนภัยแล้ง : บทบรรณาธิการประจำวันที่4พ.ค.2555

            เมื่อพูดถึงการบริหารจัดการน้ำ หลายคนคงจะนึกเห็นแต่ภาพของการวางมาตรการรับมือกับปัญหาอุทกภัย น้ำท่วมไร่นา บ้านเรือนประชาชน ตลอดจนนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเหลือคณานับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การบริหารจัดการน้ำที่ดี ต้องหมายรวมถึงการนำน้ำมาใช้สอยประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ คุ้มกับการลงทุนมหาศาลเพื่อหวังผลในระยะยาว เช่นการสร้างเขื่อน ฝาย ประตูระบายน้ำต่างๆ หากแต่ว่า ภาวะภัยแล้งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่กระทบต่อเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ มากกว่าคนในเมือง หรือในภาคอุตสาหกรรม ถ้าจะพูดว่า เกษตรกรเป็นกลุ่มประชาชนที่ "เสียงไม่ดัง" เท่า ก็คงไม่ผิดนัก เช่นนี้นี่เอง แรงกดดันภาครัฐจึงมีไม่มากเท่ากับเมื่อครั้งเกิดน้ำท่วม
 
             ถ้าหากยังจำกันได้ หลังน้ำลดใหม่ๆ ความตระหนกตื่นกลัวน้ำท่วมยังไม่ได้จืดจางไปจากอารมณ์ความรู้สึกของชาวบ้านชาวเมือง และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินไปกับกระแสน้ำอย่างยากจะประเมินค่า เมื่อพวกเขาส่งเสียงออกมาดังๆ เพื่อถามหาการบริหารจัดการน้ำเพื่อไม่ให้เกิดน้ำท่วมซ้ำขึ้นอีกในปี 2555 นี้ สิ่งที่เกิดตามมาก็คือ แรงกดดันทางการเมืองได้เข้าไปชี้นำการบริหารจัดการน้ำ นัยว่าเพื่อสร้างความอุ่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์นั้นซ้ำอีก กระทั่ง เขื่อนต่างๆ ต้องเร่งระบายน้ำในอ่างเก็บน้ำออก ทั้งๆ ที่ข้อมูลทางด้านอุตุนิยมวิทยา การพยากรณ์อากาศยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ระดับน้ำฝนในฤดูกาลหน้านี้จะเป็นเช่นไร ดูไปก็เหมือนกับว่า ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าจะเสี่ยงขัดใจฝ่ายการเมือง
 
             การพร่องน้ำจากเขื่อนอย่างเร่งรีบตามกระแส ส่งผลให้น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ คงอยู่ในระดับที่ยากแก่การช่วยบรรเทาความเสียหายจากภาวะภัยแล้ง เพราะถึงอย่างไร ผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารจัดการน้ำ ย่อมที่จะเลือกเก็บน้ำไว้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนมากกว่าที่จะปล่อยออกมาให้ชาวนาได้ทำนาปรัง หรือแม้แต่หล่อเลี้ยงไม่ให้พืชสวนพืชไร่ต้องแห้งเหี่ยวตายไปในฤดูกาลแล้งร้ายนี้ เพราะจะว่าไปแล้ว นอกจากเกษตรกรจะเป็นกลุ่มคนที่ "เสียงไม่ดัง" พอแล้ว การประเมินค่าความเสียหายยังไม่อาจวัดได้ด้วยตาหรือความรู้สึกเท่ากับน้ำท่วมที่กลืนกินทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้า
 
             บทพิสูจน์อย่างหนึ่งในยามหน้าแล้งที่เขื่อนไม่สามารถปล่อยน้ำออกมาช่วยบรรเทาทุกข์ยากของเกษตรกรก็คือ ความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งย่อมหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า แล้วอย่างนี้จะสร้างเขื่อนขึ้นมาทำไมในเมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งได้จริง ซึ่งถ้าวิเคราะห์ลงลึกในรายละเอียดแล้ว ก็จะพบว่า ปัญหาทั้งหลายเหล่านี้มาจากการทำงานที่ยังไม่เป็นระบบเท่าที่ควร เมื่อเข้าหน้าฝนหน้าน้ำมีน้ำล้นอ่างเก็บ พอหน้าร้อนหน้าแล้งกลับไม่มีน้ำในเขื่อน ชวนให้สงสัยการทำงานร่วมกันของหน่วยงานหลักด้านน้ำ รวมทั้งคณะกรรมการชุดใหม่ๆ ที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นมาในะหว่างน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วว่าได้ประสาน วิเคราะห์ และสั่งการกันอย่างไร ภัยแล้งครั้งนี้ถือเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ถ้าหากยังไม่ "บูรณาการ" การทำงานร่วมกันให้สำเร็จเสร็จสิ้นจนมีประสิทธิภาพพอแล้ว ประเทศไทยก็จะประสบปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งอยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขื่อนต่างๆ ก็จะเป็นแต่เพียงเครื่องปั่นไฟเท่านั้น