
เสรีภาพของสื่อไทยในสายตาของ Freedom House
เสรีภาพของสื่อไทยในสายตาของ Freedom House : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
เนื่องจากเหตุผลในเชิงเทคนิค ทำให้การเขียนคอลัมน์นั้นจะต้องส่งล่วงหน้าจากวันที่ท่านผู้อ่านถืออยู่ในมือ ทำให้สิ่งที่สดจริงกลายเป็นไม่สดไปซะงั้น
อย่างกรณีคอลัมน์ในวันนี้เป็นเรื่องที่ว่าด้วยรายงานฉบับล่าสุดของ Freedom House ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร (ผมว่าแปลอย่างนี้น่าจะตรงกับบริบทของอเมริกามากกว่าจะแปลว่าเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน) ที่ส่งเสริมเรื่องของประชาธิปไตยและเสรีภาพของสื่อทั่วโลก (ก็แน่นอนครับว่าแต่ละองค์กรเขาคงมีมุมของเขา เราไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้มุมของเขาเป็นไม้บรรทัดอันเดียว แต่เราก็ควรเปิดใจกว่างรับฟังหน่อย)
เขาจะแถลงข่าวในวันอังคารนี้ที่มหานครวอชิงตันดีซี ในการเปิดตัวรายงานฉบับล่าสุดของเขาว่าด้วยเรื่องเสรีภาพของสื่อทั่วโลกและก็จะมีบทหนึ่งว่าด้วยเรื่องประเทศไทย
ตัวกระผมเองก็กำลังเข้าร่วมงานนี้ที่วอชิงตัน แต่ต้องส่งต้นฉบับล่วงหน้า เลยยังไม่สามารถเก็บตกบรรยากาศในงานมาได้ (ติดไว้ครั้งหน้าดีกว่า) แต่กระนั้นก็ตามก็ขอนำเอาข่าวมาเล่าให้ฟังก่อน เพราะเอกสารที่จะเปิดตัวนั้นได้ออกมาแล้ว (คอลัมน์นี้ตีพิมพ์ก็จะช้ากว่าที่เขาแถลงไปวันกว่าๆ)
สรุปว่าสถานการณ์เมืองไทยตอนนี้ตามตัวชี้วัดของเขาก็คือ "เหลืองทั้งแผ่นดิน" คือ กึ่งเสรีภาพ ถ้าเขียวก็คือมี และถ้าฟ้านี่คือไม่มี
แต่ก็ยังดีว่าคะแนนสูงขึ้นและผ่านขั้นฟ้าทั้งแผ่นดินมาได้อย่างคาบเส้น คือ ปีที่แล้ว ตกไปที่ 62 คือไม่มีเสรีภาพ เพราะเขานับต่อเนื่องมาจากปีที่เกิดเหตุการณ์นองเลือดนั่นแหละครับ
เอาเป็นว่าตัวช่วยสำคัญของปีนี้ที่ทำให้เรารอดพ้นจากสถานะสีฟ้าขึ้นมาได้ก็คือการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมของปีที่แล้วนั่นแหละครับ ซึ่งหน่วยงานเขามองว่า การเลือกตั้งนั้นเป็นผลมาจากการยกเลิก พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งทำให้สื่อสามารถรายงานข่าวการเลือกตั้งได้อย่างเต็มที่ (สิ่งนี้ควรตั้งข้อสังเกต เพราะว่าเขาไม่ได้มองเรื่องการเลือกตั้งในเชิงวาทกรรมซื้อเสียง เพราะเดี๋ยวนี้ก็พิสูจน์มาแล้วว่าพรรคที่ชอบไปด่าพรรคอื่นก็โดนเหมือนกัน)? และเขาเชื่อว่าการเลือกตั้งนั้นทำให้ความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลืองเสื้อแดงนั้นสงบลง (ซึ่งอันนี้ผมว่าน่าห่วงไปอีกแบบ เพราะเขาฟันธงง่ายเกินไป)
แต่ก็นะครับ เรื่องที่ซับซ้อนกลับอยู่ที่ว่า ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากคนเสื้อแดงนั้นแม้ว่าทางหนึ่งจะถูกมองจากนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยว่ามีสถานะเป็นบวก แต่เมื่อเข้าปลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลเพื่อไทยนี้ก็มีการจับกุมบรรดาสื่อออนไลน์ต่างๆ และข่มขู่คุกคามนักข่าว โดยหลักฐานสำคัญอยู่ที่เรื่องของการเพิ่มขึ้นของการดำเนินคดีหมิ่น และการเปิดศูนย์ปฏิบัติการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งจะมีผลต่อการควบคุมสื่อออนไลน์มากขึ้น
กล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่งก็คือ จุดสำคัญที่มีผลต่อสถานะในเรื่องเสรีภาพสื่อของเราในปีนี้ ตกอยู่ในเรื่องของกฎหมายหมิ่น (หากจะเทียบว่าปีที่แล้ว (ซึ่งคาบเกี่ยวไปปีก่อนหน้านั้น) ก็คือเรื่องของกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน) โดยเฉพาะกรณีที่ถูกยกตัวอย่างขึ้นมาก็คือเรื่องของคดี อากง (จากฐานความผิดเรื่องการส่งข้อความหมิ่นสี่ครั้ง) คดี โจ กอร์ดอน (จากฐานของการตีพิมพ์บทแปลของหนังสือต้องห้าม) ซึ่งรวมไปถึงการที่ทางการไทยกล่าวว่าการไปมีบทบาทในการแสดงความเห็นในสื่อใหม่ๆ ที่เป็นสื่อออนไลน์นั้นก็จะถือว่ามีส่วนกับเรื่องของการหมิ่นด้วย
กล่าวโดยสรุป เรื่องราวใหญ่ๆ ในบ้านเราปีนี้นั้นอยู่ที่เรื่องของการดำเนินคดีหมิ่น และการตั้งศูนย์บัญชาการใหม่ในการติดตามตรวจสอบเว็บต่างๆ ซึ่งในแง่นี้ทำให้เราเห็นทั้งความพยายามที่จะปิดกั้นสื่ออยู่ แม้ว่าสื่อจะสามารถทำหน้าที่ได้มากขึ้นในบรรยากาศหลังการเลือกตั้ง
แต่ในอีกด้านหนึ่งเรื่องที่สลับซับซ้อนกว่าก็คือโครงสร้างของกฎหมายและปฏิบัติการณ์ต่างๆ ที่มีนี้มันได้สร้างบรรยากาศของการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่ออยู่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ในระดับของบรรยากาศที่ทำให้เสรีภาพของสื่อในบ้านเรายังอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงนั่นแหละครับ



