ข่าว

สธ.ยัน15พ.ค.รู้ผลผู้ป่วยเฝ้าระวังที่อยุธยา

สธ.ยัน15พ.ค.รู้ผลผู้ป่วยเฝ้าระวังที่อยุธยา

14 พ.ค. 2552

สธ.คาดไทยอาจมีผู้ป่วยหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่มาจากต่างประเทศเพิ่ม “วิทยา” ชี้ 15 พ.ค. ทราบผลแล็บผู้ป่วยเฝ้าระวังที่อยุธยา ฟุ้ง “มาร์กาเร็ต ชาน” อยากคุยด้วย สนใจ อสม.ไทย ด้าน “ฮู” จัดอันดับไทยเป็นประเทศที่ 33 ที่ยืนยันการติดเชื้อ

(14พ.ค.) นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการควบคุมป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการศูนย์ตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางด้านสาธารณสุข ได้ประเมินทางวิชาการ คาดไทยมีแนวโน้มอาจพบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่มาจากต่างประเทศรายใหม่ได้อีก กระทรวงสาธารณสุขได้ใช้มาตรการแซนด์วิช เพื่อค้นหาผู้ป่วยให้พบอย่างรวดเร็ว ให้การดูแลรักษาและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อให้อยู่ในวงจำกัด โดยคงมาตรการเฝ้าระวังโรคในกลุ่มที่เดินทางมาจากต่างประเทศทุกคนที่ด่านตรวจโรคประจำสนามบิน ด่านพรมแดนต่างๆ และการค้นหาผู้ป่วยในหมู่บ้านชุมชน และที่โรงพยาบาล คลินิก โรงพยาบาลเอกชน อย่างเข้มแข็ง
 
 รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า ที่ด่านควบคุมโรคสนามบินสุวรรณภูมิ ได้เพิ่มกำลังแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ประจำการจากวันละ 60 คน เป็นวันละเกือบ 100 คน ตลอด 24 ชั่วโมง และให้มีระบบการเชื่อมโยงส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยในรายที่มีไข้และเดินทางกลับจากต่างประเทศให้พื้นที่ต่างๆ ได้ติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้เล็ดลอดแม้แต่รายเดียว และให้ทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วออกติดตามผู้ป่วยที่บ้านทันที ส่วนสถานพยาบาลต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลรัฐ เอกชน คลินิกทั่วประเทศ ให้เพิ่มการซักประวัติผู้ป่วยที่มีไข้ ไอ เจ็บคอหรือท้องเสีย อย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศทั้งหมด หากพบผู้ป่วยได้เร็วเท่าใด จะเป็นผลดีในการควบคุมโรคไม่ให้เชื้อแพร่กระจายในประเทศได้
 
 นายวิทยา กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ป่วยรายที่ จ.พระนครศรีอยุธยาที่เป็นข่าวนั้น ขณะนี้เป็นผู้ป่วยที่จัดอยู่ในข่ายเฝ้าระวัง จากระบบการเฝ้าระวังของกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่ เนื่องจากมีประวัติเดินทางกลับจากต่างประเทศ และมีไข้ เจ็บคอ ยังไม่ใช่ผู้ป่วยสงสัย โดยอยู่ในความดูแลของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด ขณะนี้อาการดีขึ้น ไม่มีไข้ อยู่ระหว่างการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะทราบผลภายใน 24 ชั่วโมง โดยในวันที่ 15 พ.ค.ต้องรู้ผลแล้ว อย่างไรก็ตามการสรุปผลทุกรายจะต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการด้านการแพทย์ ด้านระบาดวิทยา และด้านห้องปฏิบัติการ หากมีผู้ป่วยยืนยันจะแถลงข่าวให้ประชาชนรับทราบทันที
 
 นายวิทยา กล่าวถึงกรณีที่จะเดินทางไปประชุมสมัชชาอนามัยโลก ที่นครเจนีวาในเร็ว ๆนี้ ว่า คงจะมีการรายงานผลการประชุมอาเซียนบวก 3 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพให้ที่ประชุมทราบ รวมทั้งรายงานผลการดำเนินการป้องกันควบคุมโรคในประเทศไทย รวมทั้งการตั้งรับกรณีที่มีการแพร่ระบาดของโรค เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ทั้งนี้ได้รับแจ้งว่า พญ.มาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก อยากพูดคุยกับตน เนื่องจากประเทศไทยมีความกะตือรือล้นในการระวังภัย โดยเฉพาะการจัดประชุมอาเซียนที่ผ่านมา ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อีกทั้งก่อนหน้านี้ตนเคยพบกับ พญ.มาร์กาเร็ต ชาน มาแล้วซึ่งได้ให้ความสนใจการทำงานของอาสมัครสาธารณสุขของไทย (อสม.) ซึ่งต้องยอมรับว่า อสม.ไทยเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
 
 ที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อเวลา 11.30 น. นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการศูนย์ตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ปรับมาตรการการรักษา โดยจะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์อย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาการดื้อยา โดยในรายที่ผลการตรวจยืนยันว่าติดเชื้อ จะได้รับยาต้านไวรัสทุกคน ซึ่งขณะนี้ผลการตรวจยืนยันจะรู้ผลเร็ว เนื่องจากมีการทำงานเป็นเครือข่ายระหว่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง ซึ่งทุกแห่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการอ้างอิงขององค์การอนามัยโลก รวมทั้งศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกาด้วย ทำให้ผลมีความแม่นยำ รู้ผลเร็วภายใน 48 ชั่วโมง
 
 นพ.ไพจิตร์ กล่าวต่อว่า องค์การอนามัยโลก (WH) รายงาน เมื่อเช้าวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ตามเวลาในประเทศไทย ว่า มีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อ 33 ประเทศ รวม 5,728 ราย เสียชีวิต 61 ราย ประเทศที่รายงานผู้ป่วยในวันนี้คือ คิวบา ฟินแลนด์ และไทย ซึ่งไทยถูกจัดอันดับประเทศพบยืนยันติดเชื้ออันดับที่ 33 มี 8 ประเทศที่มีรายงานผู้ป่วยเพิ่ม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สเปน สหราชอาณาจักร จีน โคลัมเบีย กัวเตมาลา ปานามา และมี 7 ประเทศที่ไม่มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในรอบ 7 วัน ได้แก่ ออสเตรเลีย สวิสเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก เกาหลีใต้ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส โปแลนด์ ส่วนไทย คงมีผู้ป่วยยืนยัน 2 รายเท่าเดิม และวันนี้มีผู้ป่วยในข่ายเฝ้าระวัง 13 ราย เป็นชาวต่างชาติ 1 คน ส่วนที่เหลือเป็นชาวไทยที่เดินทางกลับจากพื้นที่ที่มีโรคระบาด ซึ่งผู้ป่วยที่จ.พระนครศรีอยุธยาก็อยู่ใน 13 รายนี้ด้วย โดยได้เดินทางกลับมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 พ.ค. และมีอาการไข้เมื่อวันที่ 12 พ.ค. โดยได้ไปพบแพทย์ที่คลินิกแห่งหนึ่ง และแพทย์ได้ส่งต่อไปให้ รพ.พระนครศรีอุธยา
 
 รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวอีกว่า ขอเรียนกว่า คนที่ป่วยไม่ได้น่ารังเกียจ และพี่น้องประชาชนน่าจะสบายใจได้ คือ อัตราการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่แค่ 1.06 % เท่านั้น กรณีของผู้ป่วยที่จ.พระนครศรีอยุธยาถือเป็นตัวอย่างที่ดีมาก เพราะเมื่อรู้ว่าตัวเองกลับจากต่างประเทศและมีอาการป่วยก็รีบไปพบแพทย์ทันที ซึ่งในผู้ป่วยหลายคน ๆ ที่เดินทางเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ อาจจะตรวจไม่พบ เพราะยังไม่มีอาการไข้ ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่เดินทางกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค หากมีอาการป่วยใน 7 วันควรรีบไปพบแพทย์ทันที