ข่าว

ทหารอเมริกันทิ้งบ้านเกิดจะขอตายบนผืนแผ่นดินไทย

ทหารอเมริกันทิ้งบ้านเกิดจะขอตายบนผืนแผ่นดินไทย

03 พ.ค. 2555

ทหารอเมริกันทิ้งบ้านเกิด จะขอตายบนผืนแผ่นดินไทย : คอลัมน์ เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เสาวลักษ์ คงภัคพูน // กวินทรา ใจซื่อ

              วัยที่ห่างกันกว่า 50 ปี ไม่ได้ทำให้ชีวิตคู่ของฟอเรส วิลเลียมส์ วัย 86 ปี ชาวมิสซูรี สหรัฐอเมริกา และวาสนา อินทร์ดี วิลเลียมส์ วัย 34 ปี สาวขอนแก่น ลดความหวานชื่นลงเพราะช่องว่างระหว่างวัย แต่กลับทำให้ทั้งคู่เกื้อกูลดูแลกันและกันอย่างดี อยู่ด้วยความรัก ความเข้าใจที่มีให้กันไม่แตกต่างจากคู่รักคนอื่นๆ

              "ฟอเรส" อดีตทหารผ่านศึกชาวอเมริกันที่เข้ามาปักหลักอยู่เมืองไทยตั้งแต่ปี 2526 เพราะความชื่นชอบในประเพณีวัฒนธรรมของคนไทย อากาศ และอาหารการกิน ทำให้ตัดสินใจจากบ้านเกิดมาปักหลักที่เมืองไทยนานเกือบ 30 ปีแล้ว เมื่อลาออกจากราชการทหาร ก็ได้มาทำงานอยู่สถานทูตอเมริกา ประจำประเทศไทยระยะหนึ่ง จากนั้นตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ จ.ขอนแก่น พร้อมกับเป็นอาสาสมัครมูลนิธิวีเอฟดับเบิลยู มูลนิธิทหารผ่านศึกประเทศอเมริกา ที่จะมอบเงินบริจาคช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส นำเงินที่ได้มาทำอุปกรณ์การแพทย์ ทั้งรถเข็น ไม้เท้า และอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกลของภาคอีสาน ที่การช่วยเหลือยังเข้าไปไม่ถึง

               "หลังจากออกจากที่ทำงานแล้วก็ย้ายมาอยู่ที่ จ.ขอนแก่น รวมกลุ่มกับเพื่อนทหารผ่านศึกทั้งที่อยู่ในอุดรธานีและขอนแก่น เพราะหลายคนมีครอบครัวแต่งงานกับหญิงไทย ช่วยกันทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ สิ่งใดที่พอจะช่วยได้ก็อยากช่วย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กด้อยโอกาส และกลุ่มเด็กพิการ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก สิ่งที่จะช่วยเขาได้คือการอำนวยความสะดวกเรื่องอุปกรณ์ช่วย พวกรถเข็น ไม้เท้าช่วยพยุง และอุปกรณ์ช่วยเดิน ซึ่งเราทำขึ้นเอง เพราะทำไม่ยาก ใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น" ฟอเรสเล่า

              ชีวิตคู่ที่ผ่านการหย่าร้างมาถึง 2 ครั้ง ทำให้ฟอเรสตัดสินใจใช้ชีวิตโสด จนบ่ายวันหนึ่งเมื่อปี 2544 ได้เจอกับ วาสนา อินทร์ดี ภรรยาสาวชาวขอนแก่นทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ในร้านตัดผมเจ้าประจำที่เขาและเพื่อนมักจะมาพบปะสังสรรค์กัน ความรักครั้งใหม่จึงเริ่มก่อตัวอีกครั้ง

               "ที่ร้านจะมีลูกค้าต่างชาติเป็นลูกค้าประจำหลายคน ช่วงที่เจอกันแรกๆ เขาชวนพูดคุยก็รู้ว่าเขาจีบ ไม่หวือหวาเหมือนคนหนุ่มสาววัยเดียวกัน เราก็ผ่านชีวิตคู่คนวัยเดียวกันมาแล้วแต่อยู่กันไม่ยืด หลายคนคิดว่าที่คบหาอยู่กินกับคุณฟอเรส เพราะเงินและชีวิตที่สุขสบายขึ้น ก็ไม่ปฏิเสธว่าช่วงแรกก็คิดแบบนั้น แต่ถ้าเขาไม่ดีจริง ไม่รัก ไม่ดูแล เราก็คงไม่ทนอยู่กับเขานานถึง 11 ปี พอได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทำให้เห็นความดีที่มีให้เราและครอบครัว บอกทุกครั้งว่าจะอยู่ดูแลเขาไปตลอด พอตกลงว่าจะใช้ชีวิตคู่กับเขา ก็ตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่บ้านของคุณฟอเรส แล้วลาออกจากงานมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว" สะใภ้อินเตอร์เล่าย้อนวันวาน

              ในอีกด้านของความคิดฝ่ายชาย มองว่า เมื่อได้พูดคุยด้วยรู้สึกถูกชะตา ที่เป็นคนน่ารัก แต่ระยะแรกๆ ก็ไม่มั่นใจมากนัก เพราะเขายังสาว เราอายุมากแล้ว ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ด้วยกันรอดมั้ย เพราะชีวิตครอบครัวที่ผ่านมาก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่ดี ช่วงแรกที่อยู่ด้วยกันก็ดูใจเขาว่า จะอยู่กับเราได้นานแค่ไหน เขาทำตัวสม่ำเสมอ จึงตัดสินใจขอแต่งงาน

              ระยะแรกของการใช้ชีวิตคู่ มีอึดอัดบ้างในเรื่องการใช้ภาษา ที่ไม่สามารถสื่อสารกันเข้าใจทุกเรื่อง วาสนาจึงหันมาเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตัวเองอย่างจริงจัง เพื่อสามารถโต้ตอบกับสามีให้เข้าใจกันมากขึ้น

              นานกว่า 6 ปีที่วาสนาเข้ามาอยู่บ้านร่วมกับสามีโดยที่ไม่ได้จัดพิธีแต่งงาน มีเพียงญาติของฝ่ายหญิงที่รับรู้ และกำชับให้ดูแลสามีให้ดี อย่าทอดทิ้ง "ทุกคนดีใจด้วย เพราะเราจะได้มีคนคอยดูแล ช่วงแรกๆ ก็น้อยใจบ้างที่เขาไม่แต่งเป็นเรื่องเป็นราว เข้าใจว่าเขาระวังตัว เพราะที่ผ่านมาชีวิตคู่ไม่ประสบความสำเร็จ กลัวว่าจะซ้ำรอย เราอยู่กินกัน 5-6 ปี พอปี 2549 เขาถึงขอแต่งงาน วันนั้นพาเขาไปต่อวีซ่าที่หนองคาย ช่วงขับรถกลับจู่ๆ เขาก็ขอแต่งงาน"

               กว่า 11 ปีที่อยู่ด้วยกัน ทั้งสองมอบความรักความจริงใจให้กัน ฟอเรสยังแบ่งความรักความเอื้ออาทรส่งถึงลูกสาวคนเดียวของวาสนา เตรียมรับเป็นบุตรบุญธรรมเพื่อให้ลูกสาวได้มีอนาคตที่ดีในอนาคต สามารถเดินทางไปเรียนไปอยู่ที่อเมริกาได้

              "เขาเป็นห่วงเราและลูกมาก ตอนนี้เขาโอนบ้านให้เป็นเจ้าของแล้ว และซื้อรถให้ เพราะเขาเป็นห่วงว่าหากเป็นอะไรไปเราจะลำบาก จะบอกเขาตลอดว่าจะดูแลไปตลอด ไม่มีวันทอดทิ้งเขาแน่นอน เพราะอยู่กันมานานจนเห็นความรัก ความหวังดีที่มีให้กันมาตลอด ก็อยากดูแลเขาให้ดีที่สุดเหมือนกัน"

              หากมีเวลาว่าง "วาสนา" ยังคงขับรถพา "ฟอเรส" เดินทางไป จ.อุดรธานี เยี่ยมเยือนเพื่อนอดีตทหารผ่านศึกที่รู้จักกันอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงไปร่วมกิจกรรมนำพวงหรีดไปวันทหารผ่านศึกของไทยที่ จ.อุดรธานี ทุกปี พร้อมกับนำอุปกรณ์ช่วยผู้พิการไปบริจาคให้เด็กด้อยโอกาสตามที่ฟอเรสตั้งใจช่วยเหลือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตั้งใจทำมาตั้งแต่มาอยู่เมืองไทย

              ฟอเรสพูดทิ้งท้ายว่า "ผมไม่ใช่คนที่นี่ แต่ผมรักคนที่นี่ และจะขอตายบนแผ่นดินไทยแห่งนี้ เมืองไทยเหมือนเป็นบ้านที่เราเข้ามาอยู่อาศัย อะไรที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อคนไทย...ผมจะทำ"

......................................
(หมายเหตุ : ทหารอเมริกันทิ้งบ้านเกิด จะขอตายบนผืนแผ่นดินไทย : คอลัมน์ เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เสาวลักษ์ คงภัคพูน // กวินทรา ใจซื่อ)