ข่าว

โลกร้อน-น้ำท่วม อนาคตที่รัฐบาลต้องซื้อ

โลกร้อน-น้ำท่วม อนาคตที่รัฐบาลต้องซื้อ

03 พ.ค. 2555

ปิดประเด็น : โลกร้อน-น้ำท่วม อนาคตที่รัฐบาลต้องซื้อ โดย...ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ [email protected]

                    อาจจะเป็นเพราะพิษน้ำท่วมเมื่อปลายปีก่อนที่เป็นข่าวไปทั่วโลกหรือเปล่าไม่ทราบ ตอนนี้เลยทำให้ต่างชาติเขาให้ความสำคัญกับการรับมือโลกร้อนของรัฐบาลไทยเป็นอย่างมากครับ ทางสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น เขาเลยเข้ามาศึกษา โดยมีกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นแม่งาน ว่าที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการรับมือเรื่องสภาพอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลง (Climate Change) อยู่มากน้อยขนาดไหน (ซึ่งต่อไปนี้ผมจะเรียกว่าปัญหาโลกร้อน)

                    ผมมีโอกาสได้ร่วมงานกับทีมทางยูเอ็นทำงานนี้ วันนี้เลยมีเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง... เป็นการเล่าสู่กันฟัง ไม่มีประเด็นอะไรที่ต้องมาปิดครับ

                    การศึกษาเขาให้น้ำหนักรายจ่ายเกี่ยวกับโลกร้อนเป็น 4 ระดับคือ สูง กลาง ต่ำ และต่ำมาก โดยรายการที่ได้น้ำหนักสูง ได้แก่ รายการที่มีความชัดเจนว่าเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการลดภาวะโลกร้อน เช่น โครงการลดคาร์บอน... โครงการที่ได้น้ำหนักปานกลางก็คือ โครงการที่ไม่มีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน แต่หากผลของโครงการนั้นจะช่วยสนับสนุนการลดปัญหาโลกร้อนได้ เช่น การชลประทาน หรือการสร้างรถไฟฟ้า เป็นต้น

                    เมื่อพิจารณางบประมาณ 1.34 แสนรายการระหว่างปี 2552-2554 พบว่า งบประมาณของไทยเราโดยเฉลี่ย 3 ปีที่ผ่านมา เรามีรายจ่ายให้แก่เรื่องนี้ประมาณร้อยละ 2.75 ของงบประมาณรวม  เมื่อเทียบกับบังกลาเทศที่ร้อยละ 18 และกัมพูชาที่ร้อยละ 10 (ประเทศเราเป็นประเทศที่ 3 ในโลกที่สหประชาชาติมาทำการศึกษาครับ)

                    เมื่อลงในรายละเอียดพบว่าประเทศไทยเราจัดสรรงบประมาณให้แก่เรื่องนี้ไม่ค่อยตรงประเด็นมากนัก โดยรายการงบประมาณส่วนใหญ่ถึงประมาณร้อยละ 60 ได้น้ำหนักปานกลาง (โครงการที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดโลกร้อนโดยตรง) ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งของรายจ่ายในกลุ่มนี้ เป็นการจัดสรรเพื่อการชลประทาน ก็แน่นอนครับ ประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม แม้เราจะให้หรือไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องโลกร้อนหรือไม่ก็ตาม เราก็ต้องเน้นการชลประทาน เพื่อช่วยพี่น้องเกษตรกรอยู่แล้ว

                    เราจัดสรรงบประมาณเฉลี่ยประมาณร้อยละ 18 ตรงประเด็น (สหประชาชาติให้น้ำหนักอยู่ในระดับสูง) โดยที่น่าดีใจคือ เกือบทั้งหมดในร้อยละ 18 ดังกล่าว เราจัดสรรงบประมาณให้แก่การปลูกป่า รักษาป่า รักษาน้ำ รักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดยการจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่มีๆ หายๆ ครับ

                    แต่ไม่ต้องเสียใจครับว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับโลกร้อนเมื่อเทียบกับบังกลาเทศ และกัมพูชา เมื่อเข้าไปดูไส้ในของบังกลาเทศ พบว่า ด้วยความที่ประเทศเขามีภัยธรรมชาติมาก การจัดสรรงบประมาณของเขาถึงราวร้อยละ 90 ของรายจ่ายโลกร้อน เขาจัดสรรไปเพื่อ "ป้องกัน" พายุ ไม่ได้จัดสรรเพื่อ "ลด" ภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน (รายการประเภทนี้ได้น้ำหนักอยู่ในระดับต่ำ) ในขณะที่กัมพูชา แม้จะจัดสรรงบประมาณให้แก่เรื่องโลกร้อนถึงราวร้อยละ 10 แต่หากงบประมาณที่จัดสรรนั้น ได้ลงไปสู่เรื่องของการฝึกอบรมถึงกว่าครึ่ง จึงไม่ได้เห็นอะไรเป็นรูปธรรมมากนักเหมือนบ้านเรา

                    ผมเชื่อว่าหลังจากเราผ่านวิกฤติการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 แล้ว เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก โดยล่าสุดรัฐบาลได้จัดตั้งกองทุนเพื่อสร้างอนาคตประเทศ และเตรียมการกู้เงินเพื่อลงทุนวางระบบบริหารจัดการน้ำ ในวงเงินเบื้องต้น 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งแน่นอนครับ แผนการใช้เงิน หรือรายละเอียดโครงการต่างๆ ที่จะทำจะเป็นเรื่องที่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกำลังจับตามองกันอยู่..?.

                    ใครๆ ก็อยากมั่นใจครับ ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมจะไม่ทำความเสียหายต่อโรงงานเขาอย่างมากมายเหมือนที่ผ่านมา... นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเขาลุกขึ้นมาเป็นแม่งานร่วมกับสหประชาชาติ แต่ผมเชื่อว่าเรื่องอย่างนี้คงต้องร่วมมือกันหลายภาคส่วนครับ กระทรวงการคลังฝ่ายเดียวคงไม่สามารถผลักดันทุกเรื่องได้... เราผ่านวิกฤติได้เพราะคนไทยเรารักกันมากพอ ไม่ใช่หรือครับ


...........................................................
(ปิดประเด็น : โลกร้อน-น้ำท่วม อนาคตที่รัฐบาลต้องซื้อ โดย...ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ [email protected])