ข่าว

'ปู'ติงปลูกป่าไม่ควรใช้พืชชนิดเดียว

'ปู'ติงปลูกป่าไม่ควรใช้พืชชนิดเดียว

02 พ.ค. 2555

“กิจจา”เผย "ปู" หั่นงบปลูกป่า 600 ล้าน ติงไม่ควรใช้พืชชนิดเดียวกัน กนอช. อนุมัติงบปลูกป่า 940 ล้าน เตรียมจ้างผู้เชี่ยวชาญวางแผนระยะยาว โทรมาตรไทยประดิษฐ์พยากรณ์น้ำอีสานหวังแก้ท่วม-แล้งระยะยาว

            2พ.ค.2555  นายกิจจา ผลภาษี ที่ปรึกษากนอช.กล่าวว่า การประชุมกนอช.ได้หารือ 4 เรื่อง คือปลูกป่า การสร้างฝาย การปลูกหญ้าแฝกและการอนุรักษ์ โดยเบื้องต้นนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ถอนเรื่องปลูกป่าออกไปศึกษาใหม่ เพราะยังมีปัญหาเรื่องกล้าพันธุ์ เพราะการปลูกป่าจะใช้พืชชนิดเดียวกันไม่ได้ จะต้องมีไม้เนื้ออ่อนและไม้เนื้อแข็งคละกัน ส่วนเรื่องอื่นๆให้ทำต่อไป นอกจากนี้ยังการปรับลดงบประมาณในการปลูกป่า จากเดิมที่ตั้งไว้ 1.5 พันล้านบาท ให้เหลือเพียง 900 ล้านบาท

              สำหรับปัญหาภัยแล้งที่เริ่มกระจายไปทั่วประเทศ นายกิจจา กล่าวว่า ที่ประชุมกนอช.ไม่ได้พูดถึง ทั้งนี้เท่าที่ทราบไม่มีการยึดตัวเลขที่นายกฯสั่งการไม่ให้น้ำในเขื่อนเกินร้อยละ 45 แล้ว อย่างน้ำใน 2 เขื่อนใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ก็มีน้ำเกินร้อยละ 55 ซึ่งการประเมินปริมาณน้ำในปีนี้หรือไม่ นายกิจจา กล่าวว่า ตนมองว่าน้ำจะน้อย ยกเว้นแต่มีมรสุมเข้า ซึ่งไม่มีใครบอกได้ ทั้งนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนโดยเฉลี่ยวันนี้ของปีนี้ มีถึงร้อยละ 60 มากกว่าวันนี้ของปีที่แล้ว ที่มีเพียงร้อยละ 55

 

กนอช.อนุมัติงบปลูกป่า940ล้าน


              นายปลอดประสพ สุรัสวดี  รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ  (กนอช.) ซึ่งมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธาน ว่ามีวาระ 4 เรื่อง  เรื่องแรกคือหลังจากที่นายกรัฐมนตรีไปเยือนประเทศจีนนั้น ได้ขอให้รัฐบาลจีนส่งผู้เชี่ยวชาญที่เก่งที่สุดเรื่องน้ำ มาช่วยวิเคราะห์วางแผนงานป้องกันน้ำท่วมของประเทศไทยพร้อมทั้งช่วยประเมินผลหนึ่งแสนสองหมื่นล้านที่ใช้ไปในปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความมั่นใจในการบริหารจัดการน้ำ โดยผู้เชี่ยวชาญจากจีนนั้นจะมาประจำอยู่ที่ประเทศไทยประมาณ  1 เดือน

              นายปลอดประสพกล่าวต่อว่า เรื่องที่ 2 คือบริหารงบประมาณ 350,000ล้าน โดยวันนี้ได้อนุมัติไปอีกสองยอด ยอดแรกให้กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ กรมอุทยาน กรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง เพื่อใช้ในการปลูกป่า เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศเพื่อให้ป่าต้นน้ำสามารถซึบซับน้ำได้ โดยได้อนุมติไปวันนี้ 940ล้าน โดยจำนำไปใช้ในการ เพาะกล้าไม้  เพาะหญ้าแฝก และเอาไปทำฝาย  เพื่อเก็บซับน้ำไว้เพื่อไม่ให้น้ำไหลลงมาเร็ว

              ส่วนการปลูกป่านั้นจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้ง เพราะการปลูกป่านั้นไปเกี่ยวข้องกับที่ดินป่าไม้จึงอยากให้ภาคสังคมได้มีส่วนรับรู้ อีกยอดหนึ่งเป็นการอนุมติในส่วนของการแก้ไขสิ่งที่ครม.อนุมัติไปแล้วก็คือของในกระทรวงคมนาคม แต่ผู้ใช้คือกรมโยธา กับกรมชลประธานกระทรวงมหาดไทย ยอดนี้คือยอดที่เอาไปทำเขื่อนคลองรังสิตทั้งหมด โดยแบ่งเป็นสองตอน ตอนหนึ่งคือ 6 กม. อีกตอนหนึ่งคือ 17 กม. ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จแล้วก็จะทำให้น้ำเหนือนั้นไม่สามารถข้ามคลองรังสิตเข้าสู่กรุงเทพฯตอนเหนือได้ โดยจะมีงบอยู่ที่ประมาณ 1,700 ล้านบาท และจะให้จังหวัดและท้องถิ่นจัดทำคันกั้นน้ำจากแม่น้ำไม่ให้ไหลเข้าบ้านเรือน โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าของจริงเสร็จไม่ทันต้องทำของเชื่อคราวขึ้นมาให้ได้ภายในเดือนก.ค นี้น้ำต้องไม่หลุดล้นมาจากแม่น้ำลำคลอง

              นายปลอดประสพกล่าวอีกว่า เรื่องที่3 คือการอนุมัติเงินส่วนสุดท้าย ซึ่งจะเป็นการนำเงินก้อนใหญ่ที่เหลือจาก 350,000ล้าน เสนอครม. ทำตามแผนระยะยาวที่กยน.ทำไว้ซึ่งเป็นแผนที่เคยใช้ในการแถลงต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว โดยกบอ. จะเขียนแบบแผนการว่าจ้าง (TOR)  ให้เสร็จใน 2 สัปดาห์ จากนั้นจะเชิญรัฐบาลต่างประเทศที่คิดว่ามีความเชี่ยวชาญในเรื่องน้ำ และก็จะเปิดโอกาสให้บริษัทภายในประเทศ ได้ออกแบบแผนงาน โดยต้องอยู่ในกรอบที่กยน.กำหนดไว้แต่อาจจะเสนอได้มากกว่านั้นก็ได้ ซึ่งมีกำหนดอยู่ที่ 3 เดือน จากนั้นกบอ.จะมาพิจารณาว่าอะไรคือแบบแผนที่ดีที่สุดอาจจะเป็นของต่างประเทศหรือบริษัทในประเทศก็ได้ งบประมาณจาก 350,000 ล้านที่เหลือนั้นจะนำมาใช้ในการดำเนินการและการว่าจ้าง โดยจะต้องเสร็จให้ทันภายในเดือนก.ค.นี้ ซึ่งก็มีการเปิดเผยว่ามีบริษัทจากต่างชาติประมาณ 10 ประเทศทั้งเอเชียและยุโรปให้ความสนใจอยู่

              ส่วนเรื่องที่4 คือการบูรณาการป้องกันภัยในภาวะวิกฤต จะมีการใช้พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งจะดูแลและบริหารจากหน่วยงานต่างๆ ในภาวะปกติเดิม โดยมีกฤษฎีกากำลังดำเนินการร่างแผนงานอยู่ ในภาวะปกติก็จะได้รับการดูแลในเชิงพัฒนาการ แต่ถ้าเกิดภาวะวิกฤตก็จะได้รับการดูแลในแบบการเผชิญเหตุ
 


 ชาวบ้านป่าไผ่บุกศาลากลางจี้ชลประทานสร้างพนังกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำลี้

              เมื่อเวลา 11.30 น. ชาวบ้านจากบ้านป่าไผ่ หมู่ 1 ต.ป่าไผ่ อ.ลี้ จ.ลำพูน ประมาณ 50 คน นำโดยนายพิชัย ราดพลแสน รองประธานสภาองค์กรชุมชน และกรรมการหมู่บ้านป่าไผ่ , นายสุทัศน์ คำมูล ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 , นายชนะพันธุ์ ตุ่นวงศ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 , นายสมยศ นูนเมือง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ,นางปรีดา ตรองใจ ส.อบต.หมู่ที่ 1 และนางนงนุช ใจอ่อน ประธานองค์กรชุมชน ต.ป่าไผ่ เดินทางถ้วยรถยนต์ส่วนตัวกว่า 20 คันมาที่ศาลากลางจังหวัด ขอพบนายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนตรวจสอบการก่อสร้างพนังกั้นน้ำที่ล่าช้า เกรงได้รับความเดือดร้อนจากภัยทางธรรมชาติ ภายใต้โครงการก่อสร้างพนังกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำลี้ เขตท้องที่หมู่ 1 ต.ป่าไผ่

              นายพิชัย เปิดเผยว่า การเดินทางร้องเรียนกรมชลประทาน เกี่ยวกับโครงการการก่อสร้างพนังกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำลี้ เขตท้องที่ หมู่ 1 ต.ป่าไผ่ในวันนี้ สืบเนื่องจากตามที่กรมชลประทานได้จัดงบประมาณ 13.6 ล้านบาท มาก่อสร้างพนังกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำลี้ในเขตหมู่ 1 ต.ป่าไผ่ อ.ลี้ เป็นระยะทาง 200 เมตร เมื่อปี 2533 แต่ผ่านมาจนบัดนี้การก่อสร้างก็ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากน้ำท่วมเมื่อปี 2553 รวม 1 ครั้ง ปี 2554 รวม 2 ครั้ง มีการเบิกจ่ายงบไปหมดแล้ว การก่อสร้างก็ยังไม่แล้วเสร็จ ชาวบ้านจึงทำเรื่องร้องเรียนเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2555 แต่ทางนายช่างชลประทาน จ.ลำพูน โดยนายสามารถ อาษากิจ ทราบเรื่อง จึงมาตกลงกับชาวบ้านเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2555 โดยทำข้อตกลงตามเอกสารแนบ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เสร็จตามข้อตกลง ชาวบ้านเดือดร้อนมาก เพราะใกล้หน้าฝนอีก กระทั่งทางสาธารณะที่เคยใช้เป็นทางเข้าออกบ้าน ก็พังเสียหายไม่สามารถเข้าออกบ้านได้ และการก่อสร้างครั้งนี้ระยะทาง 200 เมตร ก็ไม่เสร็จ แต่พื้นที่ริมตลิ่งน้ำแม่น้ำลี้ที่ก่อสร้างถูกกระแสน้ำพัดพังเสียหายไปแล้วระยะทางประมาณ 400 เมตรแล้ว ที่ดินชาวบ้านพังทลายลงเนื้อที่หายไปบางส่วนแล้ว
 
              ชาวบ้านขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือหางบประมาณมาช่วยก่อสร้างโดยด่วน ระยะทางก่อสร้างประมาณ 400-500 เมตร เพราะใกล้หน้าฝนแล้ว ถ้าฝนมาน้ำท่วมจะเสียหายเพิ่มไปอีก เดิมทีที่ไม่ก่อสร้างมีต้นไม้ใหญ่ยึดฝั่งไว้ตลิ่งไม่พังเสียหาย แต่เมื่อมาก่อสร้างเอาต้นไปใหญ่ออกหมด ตลิ่งจึงพังเสียหายเมื่อน้ำท่วม ชาวบ้านจึงขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบงบประมาณการก่อสร้างปี 2553 ครั้งนี้ด้วยว่ามีการทุจริตหรือไม่
 
              ทั้งนี้ สิ่งที่ชาวบ้านป่าไผ่ต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือ ขอให้ทางจังหวัดลำพูนเข้าไปตรวจสอบว่าโครงการนี้มีการทุจริตหรือไม่ , ตรวจสอบโครงการดังกล่าว พร้อมหางบประมาณมาช่วยสร้างต่อได้แก่ ก่อสร้างตามโครงการเดิม 200 เมตร และ ก่อสร้างตามผลกระทบที่เสียหายเพิ่มอีก 200-300 เมตร , ตรวจสอบโครงการนี้และหาทางช่วยเหลือด่วนและแจ้งให้ชาวบ้านทราบภายในวันที่ 10 พ.ค. 2555 , ถ้าทางจังหวัดไม่มีงบประมาณก่อสร้าง ขอให้หางบย่อยบางส่วนนำไม้ยูคาลิปตัสมาทำแนวป้องกันชั่วคราวก่อนในระยะทางประมาณ 500 เมตร เพราะถ้าฝนตกจะทำให้เสียหายมากขึ้น ที่ดินชาวบ้านพังไปหลายลูกบาศก์เมตร สุดท้ายคือถ้าทางจังหวัดไม่มีงบประมาณพอในการก่อสร้าง ทางชาวบ้านจะนำหนังสือร้องเรียนส่งไปยัง สำนักนายกรัฐมนตรี , สำนักเลขาฯพระราชวัง , กรมชลประทาน สำนักงาน ป.ป.ช. สถานีโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ ประมาณ วันที่ 10 พ.ค. 2555 ..นายพิชัญ เปิดเผยในที่สุด
 
              นายชุมพร แสงมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า หลังรับหนังสือจากชาวบ้านป่าไผ่แล้ว จะนำเรื่องนี้รายงานให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมประสานไปยังนายอำเภอลี้ลงพื้นที่ตรวจสอบให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย คาดไม่เกินภายในระยะเวลา 15 วัน เรื่องนี้จะต้องกระจ่ายโดยเร็วว่ามีการทุจริงหรือไม่ตามที่ชาวบ้านตั้งข้อสงสัย


พิษณุโลกร้องขอทำฝนเทียม7 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง

              นายกิตติ ธูปศรี หัวหน้าปฏิบัติการฝนหลวงพิษณุโลก กล่าวว่า ขณะนี้ภัยแล้งในรุนแรงในทุกพื้นที่ส่งผล ทางศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงพิษณุโลก รับผิดชอบ 7 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง มาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปรากฎว่าจนถึงขณะนี้ทำการบินโปรยฝนหลวง มาแล้ว 137 เที่ยวบิน จำนวนสารเคมีที่โปรย จำนวน 150 ตัน มีฝนตก 32 วัน ซึ่งถือว่าช่วยเหลือเกษตรกรได้ในหลายพื้นที่ โดยหลังจากสถานการณ์แล้งรุนแรง ทำให้ทั้ง 7 จังหวัดได้มีการร้องขอให้ทางหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงไปโปรยสารทำฝนเทียม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกพืชผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าว ข้าวโพด อ้อย ที่ขณะนี้ต้องการน้ำเป็นอย่างมาก โดยทางหน่วยจึงจัดคิวในการขึ้นโปรยฝนเทียม เนื่องจากการปฏิบัติงานมีข้อจำกัดบินได้เพียงวันละ 2เที่ยวบิน และบินเที่ยวหนึ่งใช้เครื่องบิน จำนวน 3 ลำเท่านั้น

              ล่าสุดในวันนี้ทางหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิษณุโลก ขึ้นบินไปโปรยสารเคมีในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จ.ตาก จ.พิษณุโลก และ จ.กำแพงเพชร เนื่องจากมีพื้นที่ต้องการนำไปช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร เนื่องจากในขณะนี้แหล่งน้ำทางธรรมชาติแห้งขอดจำนวนมาก

              หัวหน้าปฏิบัติการฝนหลวงพิษณุโลก ล่าวอีกว่า หากสถานการณ์ภัยแล้งยังรุนแรงเช่นนี้ คาดว่าทางหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจะต้องบินทำฝนเทียมไปจนถึงเดือนตุลาคม นี้อย่างแน่นอน ถึงแม้จะเข้าฤดูฝนในเดือนมิถุนายน นี้ก็ตาม แต่คาดว่าจะมีฝนทิ้งช่วงก็ทำให้พี่น้องเกษตรกรเดือดร้อนต้องการน้ำไปทำทางการเกษตร


พิจิตรขยายเวลาเพิ่มช่วยเหลือภัยแล้งอีก30วัน

              นายกฤชเพชร เพชระบูรณิน ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดพิจิตร เปิดเผยถึงการขยายเวลาในการประกาศพื้นที่ภัยแล้งของจังหวัดพิจิตรออกไปอีก 30 วัน หลังจากที่ประกาศภัยแล้งมาตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ครบ 90 วัน โดยได้ขอขยายเวลาในการช่วยเหลือผ่านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยเพื่อขยายเวลาการช่วยเหลือเพิ่มอีก 30 วันว่า เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ที่เริ่มประกาศพื้นที่ภัยพิบัติประสบภัยแล้งไปแล้ว 8 อำเภอยังไม่คลี่คลาย เน้นการดูแลเรื่องน้ำในการ อุปโภค บริโภค พร้อมอัดฉีดงบประมาณทดลองราชการของผู้ว่าราชการในวงเงิน 50 ล้านบาท หลังจากอนุมัติไปแล้วอำเภอละ 1 ล้านบาท

              ขณะนี้จังหวัดพิจิตรได้ขออนุมัติขยายเวลาในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดพิจิตรไปอีก 30 วัน ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยได้อนุมัติมาแล้ว สาเหตุที่ประกาศเพิ่มเนื่องจากสถานการณ์ของภัยแล้งของจังหวัดพิจิตรที่มีการประกาศมาตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ยังไม่คลี่คลาย การช่วยเหลือจังหวัดได้เน้นการดูแลประชาชนโดยเฉพาะเรื่องของ น้ำอุปโภค บริโภค ที่ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด มีทั้งการนำรถบรรทุกน้ำเพื่อแจกจ่าย พร้อมกับตั้งจุดบริการน้ำให้กับประชาชน

              นายกฤชเพชร กล่าวว่า งหวัดพิจิตรมีพื้นที่ประสบภัยแล้ง 8 อำเภอ โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ โซนตะวันออกของจังหวัดที่มีพื้นที่อยู่ติดเชิงเขาของจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีประชากรหนึ่งในสาม คือกว่าสองแสนคนจากประชากรทั้งจังหวัดที่มีกว่าหกแสนคนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง


อุทัยธานีแม่น้ำสะแกกรังแล้งกระทบผลิตน้ำประปา

              เหตุการณ์น้ำในแม่น้ำสะแกกรัง ที่ลดลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา นอกจากส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวแพในแม่น้ำสายหลักของอุทัยธานีจำนวนมากแล้ว  ล่าสุด กองการประปา เทศบาลเมืองอุทัยธานี ต้องออกประกาศแจ้งเตือนประชาชน ถึงความจำเป็นต้องลดระดับแรงดันการจ่ายน้ำประปา และหยุดจ่ายน้ำประปาในช่วงเวลา 24.00น-04.00น.ของทุกวัน จนกว่าสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น และส่งผลให้น้ำในแม่น้ำสะแกกรังลดลงผิดปกติ จะคลี่คลาย  เนื่องจากระบบการสูบจ่ายน้ำประปาที่ต้องพึ่งพาน้ำดิบจากแม่น้ำสะแกกรัง  และมีโรงสูบน้ำ ตั้งอยู่บริเวณสะพานพัฒนาภาคเหนือ ขัดข้องเนื่องจากระดับน้ำลดลงไปมาก จำเป็นต้องต่อท่อให้ลึกลงไปกว่าเดิม เพื่อสูบน้ำขึ้นไปผลิตน้ำประปา  โดยเจ้าหน้าที่ของกองการประปาเทศบาลเมืองอุทัยธานี กำลังเร่งขยายความยาวท่อสูบน้ำและซ่อมแซมระบบให้สามารถสูบน้ำได้มากขึ้น


โทรมาตรไทยประดิษฐ์พยากรณ์น้ำอีสานหวังแก้ท่วม-แล้งระยะยาว

              ผศ.ราชภัทร รัตนวราห หัวหน้าสถาบันวิจัยทรัพยากรแหล่งน้ำลุ่มน้ำโขง ชี มูน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน  วิทยาเขตขอนแก่น  กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในภาคอีสาน  ที่ประสบปัญหาทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี  ซึ่งทางมหาวิทยาลัยร่วมงานกับคนหลายกลุ่มทั้งกับภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน  ภาครัฐ และองค์กรระหว่างประเทศระดมความคิดในด้านการจัดการน้ำแบบเครือข่ายลุ่มน้ำให้เป็นรูปธรรม จึงทำให้มีแนวคิดในการนำความรู้ด้านวิศวกรรมมาช่วยในการจัดการน้ำ ด้วยการออกแบบระบบโทรมาตร ระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่ลุ่มน้ำในอีสาน โดยได้สร้างเครื่องต้นแบบเมื่อปี 2549  พร้อมกับติดตั้งระบบโทรมาตรด้วยเครื่องวัดและส่งข้อมูลระยะไกล

              “สำหรับระบบโทรมาตรหรือเรียกว่าเครื่องวัดและส่งข้อมูลระยะไกลที่ทางอาจารย์และนักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ออกแบบ  เมื่อติดตั้งสถานีส่งข้อมูลลุ่มน้ำริมน้ำระบบโทรมาตร  โดยติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจรู้สภาวะแวดล้อมให้ข้อมูลความเร็วและกระแสลม  ค่าอุณหภูมิบรรยากาศ  ความชื้นสัมพัทธ์ และปริมาณน้ำฝน  โทรมาตรจะมีส่วนประกอบหลักคือตัวตรวจรู้ หรือเซ็นเซอร์ ตัวควบคุมหลัก ตัวเก็บข้อมูล  และตัวส่งสัญญาณระยะไกล จากนั้นข้อมูลในพื้นที่ระยะไกลจะส่งผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมารวมในกล่องข้อมูลส่วนกลางแล้วสามารถนำข้อมูลมาประมวลผลได้ ส่วนแหล่งพลังงานนั้นได้ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ พลังงานแสงอาทิตย์  สามารถทำงานต่อเนื่องได้นานกว่า 100 ชั่วโมง  ทางมหาวิทยาลัยได้สร้างเครื่องต้นแบบเมื่อปี 2549 จากนั้นได้พัฒนาเครื่องรับส่งข้อมูลระยะไกลเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละพื้นที่ลุ่มน้ำ อุปกรณ์ส่วนใหญ่หาได้ในจังหวัด ราคาไม่แพง  ประหยัดกว่าการนำเข้าระบบโทรมาตรจากต่างประเทศได้ถึง 5 เท่า  ขณะนี้ได้นำไปติดตั้งเพื่อจัดเก็บข้อมูลลุ่มน้ำ 2 ปีแล้ว  ส่วนข้อมูลที่ส่งมายังหน่วยความจำกลาง จะนำไปจัดทำเป็นข้อมูลสถานการณ์น้ำ โดยจะมีชาวบ้านร่วมรับฟัง และเสนอความคิดเห็นร่วมกัน  เบื้องต้นจะช่วยชาวบ้านเรื่องการประเมินปริมาณน้ำในการทำการเกษตร ว่าในแต่ละช่วงควรเพาะปลูกพืชประเภทใดที่เหมาะสมและมีน้ำเพียงพอกับความต้องการ ”   ผศ.ราชภัทร  กล่าว  

              ส่วนการติดตั้งระบบรับส่งข้อมูลระยะไกล หรือระบบโทรมาตร ได้ติดตั้งใน 2 ลุ่มน้ำ คือลุ่มน้ำยังในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์  ยโสธร และ จ.ร้อยเอ็ด รวม 4 จุด และลุ่มน้ำห้วยสายบาตร  2 จุด  โดยให้ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาเครื่องรับส่งข้อมูล   ในอนาคตเตรียมโปรแกรมติดตั้งวิดีโอวงจรปิดใช้สัญญาณ 3 จี รายงานสถานการณ์น้ำทั้งข้อมูลเป็นตัวเลขและเห็นภาพตามสถานการณ์ปัจจุบัน