ข่าว

'เฉลิม'โชว์จับยานรกล็อตใหญ่กว่า1.7ล.เม็ด

'เฉลิม'โชว์จับยานรกล็อตใหญ่กว่า1.7ล.เม็ด

02 พ.ค. 2555

'เฉลิม' ควงผบ.ตร. น.1 บช.ปส.แถลงโชว์ผลงานจับยาเสพติดล็อตใหญ่รวม ยาบ้ากว่า 1.7 ล.เม็ด ยาไอซ์กว่า 15 กก. ลั่นไม่เจรจานะคะมวย เข้าไทยจับทันที เหน็บรัฐบาลเก่าไม่เอาจริงปราบยามัวแต่ปราบเสื้ิอแดง พร้อมจูงมือ'ยุทธศักดิ์'นั่งหัวโต๊ะประชุม ศปก.ส่วนหลัง

                 2 พ.ค.55 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บํารุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รอง ผบช.ปส. และเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับ ผบก.น. ร่วมแถลงจับกุมผู้ต้องหาและยาเสพติดเป็นจำนวนมาก

                 คดีแรก บช.ปส.จับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติด 2 ราย คือ นายชาญณรงค์ หรือชาณณรงค์ หรือ คม จอมบุญเรือง อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 91/1 ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย และ นายกฤษณธรหรือวิจิตร ภัทรนนท์วงศา อายุ 37 ปี บ้านเลขที่ 219/4 ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี พร้อมของกลาง ยาบ้าเม็ดสีส้มบนเขียวปะปนเล็กน้อย 1 แสนเม็ด ที่ซุกซ่อนอยู่ในเป้สีดำวางอยู่ภายในรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าซีวิก ทะเบียน ฎจ-6255 กทม. และอีก 920,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในถุงดำ วางอยู่บนชั้น 2 บ้านเลขที่ 155 ม.พฤษาทาวน์ฟรีเว่ ซอยนวมินทร์ 111 แขวง นวมินทร์ เขตบึงกุม กทม. โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง และทรัพย์สินที่ยึดอายัดเพื่อตรวจสอบ เป็นเงินสด 1,400,000 บาท รถยนต์กระบะยี่ห้อ โตโยต้า เลขทะเบียน วษ 6635 กทม. 1 คัน ราคาประมาณ 600,000 บาท ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หมู่บ้านคุณาภัทร ราคาประมาณ 3 ล้าน และบัตรเอทีเอ็ม 32 ใบ และสมุดบัญชี 11 เล่ม มีเงินหมุนเวียนรวมกัน 100 ล้านบาท

                 พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองผบช.ปส. กล่าวว่า ภายหลังจากได้รับแจ้งจากสายลับเมื่อวันที่ 28 เม.ย. เวลา 18.30 น. จะมีการนัดส่งมอบยาเสพติด บริเวณภายในซอยนวมินทร์ 111 โดยจะมีรถกระบะยี่ห้อ อีซูซุ 4 ประตู สีขาว รุ่นใหฒ่ ป้ายแดงทะเบียน ศ-9363 กรุงเทพฯ ใช้ลำเลียงยาเสพติด จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ซุ่มเฝ้าดู จนกระทั่งพบรถต้องสงสัยดังกล่าว ไปพบนายชาญณรงค์ ใช้รถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลต ทะเบียน วว-8426 กรุงเทพฯ จอดรออยู่ จากนั้นมีชายต้องสงสัยเดินมาหยิบกระเป๋าที่อยู่หลังกระโปงท้ายไปแล้วใส่ไว้ในรถกระบะอีซูซุ แล้วขับแยกย้ายมุ่งหน้าไปซอยลาซาล แล้วขับรถหลบด้วยความเร็วหลบหนีไป

                 ส่วนนายชาญณรงค์ ได้ขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าซีวิก มาไว้ริมถนนหน้าบ้านห่างประมาณ 1 กม. จากนั้นจึงได้นั่งแท็กซี่ไปเก็บของภายในบ้านแล้วจึงขับรถยนต์คันดังกล่าว ไปพักที่ห้องย่านลาดพร้าวซอย 130 จนวันต่อมา นายชาญณรงค์ได้ออกมาจากบ้าน พร้อมกับหยิบกระเป๋าที่มียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ แล้วขับออกมาด้านหน้าหมู่บ้านพฤษาทาวน์ฟรีเว่ เพื่อไปส่งมอบให้นายกฤษณธร เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น ผู้ต้องหาจึงให้การรับสารภาพว่า นายกฤษณธรเป็นผู้ส่งการ จนกระทั่งสามารถตามไปจับกุมได้ที่บ้านพักดังกล่าว

                 คดีที่ 2 กองบังคับการตำรวจนครบาล 9 จับกุม น.ส.ธัญญาเรศ หรือโอ๋ สำราญมาก อายุ 25 ปี อยู่ บ้านเลขที่ 140 หมู่ 6 ต.สระยายโสม อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ผู้ต้องหาค้ายาเสพติด พร้อมของกลาง ยาบ้า 250 มัด รวม 500,000 เม็ด ยาไอซ์ น้ำหนัก 8 กิโลกรัม รวมมูลค่ายาเสพติด 124 ล้านบาท และอาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ (ลูกซองเบอร์ 12) จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุน 8 นัด โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่ บ้านเลขที่ 150/113 หมู่บ้านสินทวีแกรนด์ วิลเลจ ซ.อนามัยงามเจริญ 19 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กทม.

                  โดยการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องเมื่อวันที่ 1 พ.ค. เวลา 15.30 น.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและฝ่ายป้องกันปราบปราม สน.ท่าข้าม สืบทราบว่ามีการขนยาเสพติดครั้งใหญ่จากชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน (ท่าขี้เหล็ก) มาซุกซ่อนในเขตพื้นที่ดังกล่าว และเมื่อมีโอกาสจะนำมาออกจำหน่ายให้กับผู้ค้ารายย่อย จากข้อมูลเชิงลึกทราบว่า บ้านเลขที่ 150/113 หมู่บ้านสินทวีแกรนด์ เป็นแหล่งซุกซ่อนยาเสพติดและจำหน่ายยาเสพติด จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการเข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว และสามารถจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด

                 จากการสอบสวน ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกับ นายกฤษดา สำราญมาก เป็นสามีของน.ส.ธัญญาเรศ ได้นำยาเสพติดที่ซุกซ่อนไว้ที่บ้านหลังดังกล่าวออกมาเพื่อจำหน่าย โดยทางเจ้าหน้าที่ ได้ขออนุมัติหมายจับ นายกฤษดา ตามหมายจับ ศาลอาญา ธนบุรี ที่ 238/2555 ลง 1 พ.ค.55 ซึ่งสำนวนคดีอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลติดตามผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าและไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ,มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย พร้อมนำตัวและของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม ดำเนินคดีต่อไป

                 คดีที่ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาล 7 จับกุมผู้ต้องหาจำหน่ายยาเสพติดรายใหญ่ คือ นายเอกชัย หรือเอก จองเดิน อายุ 29 ปี และ น.ส.วิภาวดี หรือ เอ๋ ผลสวัสดิ์ อายุ 29 ปี พร้อมของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 186,000 เม็ด ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) 4 กิโลกรัม รถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีดำ หมายเลขทะเบียน ฎถ 3263 กทม. โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง อาวุธปืนอัดลมยาว 1 กระบอก บัตรเอทีเอ็ม 2 ใบ และสมุดบัญชีธนาคาร 3 เล่ม โดยเป็นชื่อบัญชีของน.ส.วิภาวดี ทั้งหมด โดยจับกุมตัวได้ที่ ห้องเช่าบ้านเลขที่ 5 ซ.วัดราชาธิวาส ถ.สามเสน 9 แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กทม.

                 การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่านายเอกชัย และ น.ส.วิภาวดี ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน ลักลอบจำหน่ายยาเสพติด และจะมีการนัดส่งยากันที่บริเวณหน้าวัดราชาธิวาสวรวิหาร เขตดุสิต จึงนำกำลังไปตรวจสอบ พบผู้ต้องหาทั้ง 2 คนตามลักษณะที่ได้แจ้งไว้ จึงแสดงตัวขอตรวจค้น เจอของกลางดังกล่าว

                 จากการสอบสวน ผู้ต้องหา ให้การว่า เป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดจริง และมียาเสพติดเก็บไว้ที่ห้องพักบ้านเลขที่ 5 ซ.วัดราชาธิวาส ถ.สามเสน 9 แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กทม. จึงนำกำลังไปตรวจค้นพบของกลางเพิ่มเติม ซึ่งผู้ต้องหาได้เป็นเครือข่ายของนายอดิศร หรืออบ ศรีสุข โดยนายอดิศรจะโทรศัพท์มาหาผู้ต้องหา เพื่อที่นำยาเสพติดจากนายแม็ก(ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง)มาพักไว้ที่ห้องพักของผู้ต้องหาดังกล่าว หลังจากนั้นนายอดิศรจะโทรศัพท์ให้นายแม็ก นายแดง และ นายน๊อต(ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) มารับยาเสพติดจากผู้ต้องหา ไปจำหน่ายให้กับลูกค้าต่อไป ส่วนรถยนต์ของกลาง ผู้ต้องหายอมรับว่าได้นำเงินบางส่วนที่ซื้อขายยาเสพติด ไปซื้อมา จึงได้ทำการยึดไว้ ทั้งนี้ สำหรับนายอดิศร กับพวกที่อยู่ระหว่างหลบหนี เจ้าหน้าที่จะทำการสืบสวนตามจับกุมต่อไป

                 เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย พร้อมนำตัวและของกลางส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

                 คดีที่ 4 กองบังคับการตำรวจนครบาล 3 นำโดย พ.ต.อ.ภิรมย์ สวนทอง ผกก.สส.บก.น.3 พ.ต.ท.สุรพล ก้อมน้อย พ.ต.ท.วรฤทธิ์ ศูนยะคณิต รอง ผกก.สส.บก.น.3 พร้อมด้วยชุดสืบสวน ได้รับจับกุมตัวผู้ต้องหาค้ายาเสพติด 1 ราย คือ นายวสุพล หรือไมค์ แก้วกระจ่าง อายุ 26 ปี บ้านเลขที่ 66/2 หมู่ที่ 2 ต.ยายแพง อ.บางคนที่ จ.สมุทรสาคร พร้อมของกลางเป็นยาไอซ์เกล็ดสีขาว จำนวน 3.117 กิโลกรัม เครื่องชั่งน้ำหนักยี่ห้อทานิต้า 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน

                 โดยคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พ.ค.หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับ แจ้งเข้ามาว่าพบนายวสุพล ลักลอบค้ายาไอซ์ที่บริเวณลานจอดรถใต้อาคารเดอะคิดเอ๊กซ์เพลส 2 รัชดาภิเษกซอย 19 ถนนรัชดาภิเษก แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม.และบริเวณใกล้เคียง จึงได้สืบสวนและติดต่อล่อซื้อยาไอซ์ทางโทรศัพท์เป็นจำนวน 1 ขีด ในราคาขีดละ 140,000 บาท โดยนัดแหล่งรับของที่บริเวณลานจอดรถดังกล่าว เมื่อผู้ต้องหาปรากฏตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงเข้าจับกุม พร้อมขยายผลตรวจค้นห้องพักที่วีเอ็น เพลส เลขที่ 245 ห้อง 41 ซ.วิภาวดี 16/5 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม.พบของกลางยาไอซ์อีกจำนวน 3 กิโลกรัม ที่ซุกซ่อนอยู่ในกล่องกระดาษวางอยู่ข้างเตียงนอน และยาไอซ์อีก 17 กรัม บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสชนิดปิดเปิด

                 จากการสอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้น ได้ให้การซัดทอดว่าได้รับของกลางดังกล่าวมากจากนายบอย ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนจับกุม นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดเงินของนายวสุ เป็นจำนวน 800,000 บาทและจะทำการขยายผลเพื่อยึดทรัพย์ต่อไป

                 ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวถึงกรณีการที่ประเทศไทยออกประกาศหมายจับ พล.ต.นะคะมวย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพกะเหรี่ยงโกะทูบลอ(KAO) ว่า ศาลอาญารัชดามีหมายจับพล.ต.นะคะมวยตั้งแต่ปี 2546 ว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งการที่ศาลจะออกหมายจับได้ต้องมีหลักฐาน และการที่พล.ต.นะคะมวยบอกว่าจะฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศก็ไม่มีผลอะไร อย่างไรก็ตามหลังจากที่ทางการไทยออกประกาศทางรัฐมนตรีต่างประเทศของกองทัพกะเหรี่ยงโกะทูบลอก็ได้ติดต่อผ่านคนที่รู้จักตนเองเพื่อมาอธิบายว่าตัวเองบริสุทธิ์ไม่ได้เกี่ยวของกับยาเสพติด แต่ตนไม่เจรจาด้วยเพราะเรื่องนี้ศาลออกหมายจับไปแล้ว ไม่ใช่อำนาจของตนถ้าพล.ต.นะคะมวยเข้ามาประเทศไทยก็จะต้องถูกจับกุมตามกฎหมาย

                 ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า เรื่องยาเสพติดในเรือนจำจ.นครศรีธรรมราชนั้น ให้กำลังตำรวจตชด. 450 นายไปช่วยเพราะกำลังของผู้คุมเหนื่อยล้า และได้สั่งให้ ปปส.ไปขยายผลเรือนจำนครศรีฯให้เช็คข้อมูลการโทรของโทรศัพท์ทั้งหมดว่าเกี่ข้ิงกับยาเสพติดิย่างไรหากสาวถึงใครให้ดำเนินการยึดทรัพย์

                "ยาเสพติดเยอะเพราะรัฐบาลทีแลวไม่เอาจริงกับการปรบปรามมัวแต่ปราบเสื้อแดง แต่รัฐบาลนี้เอาจริงในการปราบปรามยาเสพติด ผบ.ตร.เก่งทั้งเรื่องปราบยาเสพติดและเรื่องอื่นๆ อยากจะต่ออายุราชการให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ แต่ท่านไม่เอาเพราะอยากจะเที่ยวแล้วเป็นผบ.ตร.มันเหนื่อย ในส่วนของกฎหมายจะสามารถต่อายุราชการได้หรือไม่นั้นยังไม่ได้ศึกษาเพราะท่านไม่เอา ส่วนการเลือกผบ.ตร.คนต่อไปว่าจะเป็นใครนั้นไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของตนเองเป็นหน้าที่ของก.ต.ช.ตนเองไม่สามารถตอบได้" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

เฉลิม-ยุทธศักดิ์ นั่งหัวโต๊ะประชุม ศปก.ส่วนหลัง

                 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหลัง(ศปก.ตร. ส่วนหลัง) ครั้งที่ 2 หรือเรียกว่าการประชุมบูรณาการการข่าวเพื่อป้องกันและแก้ไขสถานการณ์การก่อเหตุร้าย โดยมี พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองผบ.ตร.และเลขาธิการ ปปส. พล.ต.อ.สุวัฒน์ จันทร์อิทธิกุล รองผบ.ตร.และผู้บัญชาการหน่วยในตร. ตัวแทนจากหน่วยงานด้านการข่าว ได้แก่ สำนักประเมินภัยคุกคาม สภาความมั่นคงแห่งชาติ, สำนักข่าวกรองแห่งชาติ, กรมข่าวทหาร, ศูนย์รักษาความปลอดภัย, บช.ส., กระทรวงการต่างประเทศ,กอ.รมน.ภาค 4 และกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมโดยมีการประชุมวิดีโอคอนเฟอร์เร๊นซ์ร่วมกับหน่วยที่เกี่ยวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ บช.ภ.9 บช.ก. บช.ตชด. และศชต.

                 ทั้งนี้ การประชุมมีวาระ เชิญ นายอนุมัติ ชูสารอ ส.ส.เขต 3 พรรคมาตุภูมิ จ.ปัตตานี และ นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ สส.เขต 4 พรรคภูมิใจไทย จ.ปัตตานี มาแสดงความคิดเห็น และเสนอข้อมูลข่าวสาร นอกจากนี้ยังมีวาระ ติดตามสถานการณ์การก่อเหตุร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และความคืบหน้าคดีเหตุระเบิดที่อ.เมือง จ.ยะลา และอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รวมทั้งสรุปข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ในการประชุมเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่จ.ยะลา รายงานแนวโน้มสถานการณ์การก่อเหตุความรุ่นแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และความคืบหน้าคดีของนายอาทริส ฮุสเซ็นและเหตุระเบิดบริเวณถนนสุขุมวิท 71 เมื่อวันที่ 14กุมภาพันธ์

                 ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า การประชุมวันนี้เพื่อรายงาน สรุป และประเมินด้านการข่าวร่วมกันระหว่างตำรวจและหน่วยอื่นๆ ซึ่งข่าวจากส่วนนี้จะส่งไปยังหน่วยปฏิบัติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อออกปฏิบัติการต่อต้านการข่าว อย่างไรก้ตามตนไม่เปิดเผยรายละเอียดว่าจะทำอะไรต่อ และไม่ขอเปิดเผยว่าแนวโน้มสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้จะเป็นอย่างไร เพราะบอกไปว่าจะไม่มีอะไร แล้วเกิดเหตุขึ้นมาก็หน้าแตก แต่ถ้าบอกไปตามความจริงก็สร้างความตื่นตระหนกเกินเหตุ อย่างไรก็ตามตอนนี้ทุกหน่วยร่วมมือกันดี เชื่อว่าการบูรณาการการข่าวเช่นนี้จะทำให้สามารถคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น

                 ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมบูรณาการการข่าวของ ศปก.ตร.สน.ส่วนหลังครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรก ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่าจะทำหนังสือเชิญตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นายถาวร เสนเนียม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ สส.พรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาด้วย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและช่วยกันแก้ปัญหา แต่การประชุมครั้งนี้กลับไร้เงาของคนในพรรคประชาธิปัตย์