
"ฝ่ายประชาชน ควรเป็นอิสระจากเพื่อไทย"
ท่าทีของ 'ปัญญาชน' ผู้สนับสนุนกลุ่มเสื้อแดง เป็นเช่นไร?
ท่าทีของ 'ปัญญาชน' ผู้สนับสนุนกลุ่มเสื้อแดง เป็นเช่นไร?
กรณีคณะนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเข้ารดน้ำดำหัว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ วันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา
โดยเฉพาะ ธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการอินไซด์ไทยแลนด์ (สปริงนิวส์) ประเด็นนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะรดน้ำดำหัว พล.อ.เปรม ในวันเดียวกันที่กลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่ง จะนัดรวมตัวกันที่สี่แยกราชประสงค์ เพื่อไว้อาลัยเถ้ากระดูก 'น้องเกด' ผู้เสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม เมื่อปี 2553
"เรื่องนี้หากเราคิดแบบเสรีนิยม โดยรัฐบาลก็ดำเนินการในส่วนที่รัฐบาลคิดว่ามีความเหมาะสม และคิดว่าการดำเนินการบริหารประเทศ รวมถึงการสร้างความปรองดอง ให้มีความราบรื่น ส่วนคนเสื้อแดงอีกจำนวนหนึ่ง เขาก็ดำเนินการในส่วนที่เขาคิดว่าถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้เห็นว่าไม่มีใครขึ้นกับใคร หรือไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร" ธิดา กล่าว
ขณะที่ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เขียนในคอลัมน์ ถนนประชาธิปไตย นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ฉบับวันที่ 21-27 เมษายน พ.ศ.2555 ซึ่งพาดหัวน่าสนใจว่า 'ทักษิณ-เพื่อไทย เกี๊ยะเซียะ'
อ.สุธาชัย อธิบายว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ มาสงกรานต์ที่ สปป.ลาว ปีนี้ ได้อวยพร พล.อ.เปรม ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนท่าทีต่อ พล.อ.เปรม อย่างมาก เพราะนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 เป็นต้นมา ท่าทีของขบวนการฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณได้แสดงการต่อต้าน พล.อ.เปรมเสมอมา ด้วยเหตุผลว่า พล.อ.เปรมและองคมนตรีทั้งหลายเป็นกลุ่มสำคัญในการสนับสนุนการรัฐประหารทำลายประชาธิปไตย
"ปัญหาคือการปรับเปลี่ยนท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณเช่นนี้สะท้อนสถานการณ์อย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อขบวนการประชาชนอย่างไร ก่อนอื่นคงต้องอธิบายว่าการเปลี่ยนท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประนีประนอมที่ดำเนินมาแล้วนับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล และเป็นท่าทีเดียวกับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร.."
'สุธาชัย' วิจารณ์กระบวนการเหล่านี้คงไม่อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์กระทำผิด เพราะต้องเข้าใจกันว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่รัฐบาลปฏิวัติโค่นล้มอำมาตย์ แต่เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่มีแนวทางประนีประนอม
ยิ่งกว่านั้นเป้าหมายแห่งการปรองดองเพื่อความสามัคคีภายในชาติน่าจะเป็นเป้าหมายสูงสุดของทุกฝ่าย ดังนั้น พรรคเพื่อไทย และ นปช. จึงยุติการโจมตี พล.อ.เปรม มานานแล้ว เพราะอาจถือได้ว่าการมุ่งกล่าวถึงการล้มล้างฝ่ายอำมาตย์จะไม่เป็นผลดีต่อความสามัคคีที่รัฐบาลต้องสร้างขึ้น เพียงแต่การปรองดองที่เกิดขึ้นนั้นต้องมีการดำเนินการอีกหลายอย่างซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการแลกเปลี่ยน เช่น
1.การที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีท่าทีไม่แตะต้องกองทัพบกเลย ในกรณีปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ.2553 เป้าหมายของการโจมตีกรณีนี้มุ่งไปที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้น การไม่แตะต้องกองทัพ ไม่ขัดแย้งกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะผ่อนปรน ไม่ให้เป็นศัตรูกับกองทัพ
2.รัฐบาลพรรคเพื่อไทย แสดงท่าทีชัดเจนในการไม่สนับสนุนข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปกฎหมายอาญา มาตรา 112 และนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เคยขอต่อฝ่ายนิติราษฎร์เสียด้วยซ้ำให้ยุติการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ทั้งที่การที่รัฐบาลไม่ดำเนินการเรื่องนี้หมายถึงการละเลยปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ผลักดันในเรื่องเสรีภาพทางความคิด และเมินเฉยต่อคำตัดสินอันละเมิดหลักยุติธรรมของผู้พิพากษาทั้งหลาย
3.รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ดำเนินการอย่างเชื่องช้าในการช่วยเหลือประชาชนคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ร่วมต่อสู้มาด้วยกัน และยังคงติดอยู่ในคุกในขณะนี้ ทั้งที่รัฐบาลบริหารประเทศมาแล้วถึง 8 เดือน ก็ยังมีมิตรสหายที่ถูกคุมขังอยู่เกือบ 60 คน
4.แม้ว่าจะมีกระแสในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย แต่การดำเนินการของพรรคเพื่อไทยในขั้นนี้มีเพียงแค่การผลักดันให้มีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยไม่มีการกล่าวถึงเนื้อหาแห่งการแก้ไข ซึ่งหมายถึงพรรคเพื่อไทยกำลังเขียน 'เช็คเปล่า' ให้แก่คณะบุคคลที่จะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันข้างหน้า หลักประกันที่จะสร้างประชาธิปไตยในสังคมไทยจึงไม่ชัดเจน



