
ทดสอบเครื่องสำอางบ้างหรือเปล่า
ทดสอบเครื่องสำอาง บ้างหรือเปล่า
จริงอยู่ "เครื่องสำอาง" ไม่มีความสำคัญต่อร่างกายมนุษย์เท่า "อาหาร" ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ไม่ว่า หญิง-ชาย ล้วนติดกับเครื่องประทินโฉมทั้งสิ้นอาจจะมากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์และความพึงพอใจ...แต่ว่าจะมีสักกี่คนสนใจ ใส่ใจ จะตรวจสอบเรื่องส่วนผสมของเครื่องสำอางที่ตัวเองใช้อยู่หรือไม่ ว่าปลอดภัยจริงตามที่โฆษณาไว้
จากจดหมายลูกโซ่ ถึงวิธีการตรวจสอบหาสารปรอทและสารตะกั่วง่ายๆ เพียงแค่ใช้แหวนทอง หรือใช้ผงซักฟอกละลายน้ำหยดลงบนเนื้อครีมถ้าเปลี่ยนสีก็แสดงว่ามีสารปรอทอยู่จริง...เกี่ยวกับประเด็นนี้ ในฐานะผู้คลุกคลีอยู่กับเครื่องสำอาง "หมอต้อย" พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัทกิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด แสดงความเห็นว่า ในอดีตเครื่องสำอางที่ใส่สารปรอท เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการมีใบหน้าขาว แต่ปัจจุบันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แม้แค่เพียงเล็กๆ น้อยๆ ไม่ก็ได้อย่างเด็ดขาด ส่วนเรื่องที่จะทดสอบโดยวิธีการดังกล่าวก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีสารเคมีดังกล่าวในปริมาณเข้มข้นมากจึงจะพบ
"การทดสอบด้วยตัวเองโดยการใช้แหวนทองตามเสียงกล่าวขานกันนั้น สามารถทำได้แต่นั่นหมายความว่าเครื่องสำอางต้องมีส่วนผสมของปรอทเข้มข้นมากๆ จึงจะเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนสี แต่เมื่อทดสอบแล้วไม่เกิดการเปลี่ยนสี ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีสารปรอทหรือสารตะกั่ว ผู้บริโภคจึงไม่ควรมั่นใจได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ทางที่น่าจะปลอดภัยที่สุด คือ ควรเลือกซื้อเครื่องสำอางแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ หรือเลือกที่ระบุชื่อบริษัทผู้ผลิตชัดเจน รวมถึงระบุวัน เดือน ปี ที่แน่นอน" หมอต้อยให้คำแนะนำ
ด้าน "เอ" กัณปาณัฎฐ์ พงษ์เนตรวิไล วัย 36 ปี เซลล์เมเนเจอร์ บริษัท อะเมซิ่งเอเซียทัวร์ ในฐานะผู้ใช้เครื่องสำอางเป็นประจำ บอกว่า ที่ผ่านมาเห็นเมลดังกล่าวผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กบ้างแต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก เพราะทุกครั้งที่เลือกซื้อเครื่องสำอางจะตรงดิ่งไปที่เคาท์เตอร์ตามห้างสรรพสินค้า และเลือกใช้เฉพาะแบรนด์ที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาเท่านั้น เพราะเชื่อมั่นว่าแบรนด์ที่มีชื่อเสียงเหล่านั้นจะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและช่วยประทินผิวพรรณให้สวยขึ้นได้อย่างแน่นอน
ขณะที่เชฟหนุ่มหน้าใสแม้วัยเลข 3 แล้ว อย่าง "นน" นนทวรรธ โรจนศักดิ์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท แม็คไลเกอร์ จำกัด ยอมรับว่าไม่เคยทราบวิธีต่างๆ ในการพิสูจน์เครื่องสำอาง แต่เป็นคนติดเครื่องสำอาง บางครั้งซื้อหามาใช้หลากหลายยี่ห้อในเวลาเดียวกัน แต่โชคดีที่เป็นคนไม่แพ้ง่ายจึงไม่วิตกกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อผิวหน้าหรือไม่อย่างไร
"ส่วนใหญ่จะซื้อตามเพื่อนมากกว่า ถ้าเพื่อนใช้แล้วหน้าดีก็จะใช้ตาม เพราะบางผลิตภัณฑ์ถ้าลองใช้เดี๋ยวเดียวอาจไม่เห็นผลว่าเป็นอันตรายหรือไม่ ส่วนปริมาณการใช้ อย่างก่อนนอนก็ล้างหน้าให้สะอาด ต่อด้วยโทนเนอร์ แล้วก็เอสเซนเชียล ก่อนจะปิดท้ายด้วยมอยเจอไรเซอร์ เรื่องเครื่องสำอางบางครั้งเราไม่ทราบหรอกว่าส่วนผสมแต่ละตัวเป็นอย่างไร ก็ต้องเลือกที่น่าเชื่อถือ และมีราคาไว้ก่อน ไม่นอกลู่นอกทาง อันนี้สำหรับคนที่พอจะมีกำลังซื้อ แต่สำหรับคนทั่วไปก็ไม่จำเป็นใช้แพงมาก ยี่ห้อกลางๆ ทั่วไปก็ได้ แต่ถ้าตามตลาดนัดอย่าใช้เลย ราคาถูกจริง แต่หากแพ้มาแล้วหน้าเสียโฉมไม่คุ้มแน่ๆ เสียทั้งเงินเสียทั้งหน้า เอาเป็นว่าสวยหล่อตามกำลังทรัพย์ดีกว่า" หนุ่มรักษ์ผิว แนะ
ต่างกับสาวออฟฟิศซึ่งติดเครื่องสำอางจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต "โหน่ง" เกศรา พรวรรณะศิริเวช ซีเนียร์ แทรฟฟิก ออฟฟิศเซอร์ บริษัท อีวีเอ แอร์เวยส์ บอกด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า เธอไม่เคยคิดจะตรวจเช็กหรือกังวลใจเกี่ยวกับสารเจอปนในเครื่องสำอางเลย เพราะคิดว่าไม่มากก็น้อยจะต้องมีสารปรอทอยู่แล้ว คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เธอจึงเลือกดูแลผิวด้วยวิธีอื่นเป็นการทดแทน
"คิดว่าเครื่องสำอางต้องมีสารปรอทเจอปนอยู่แล้ว ไม่มากก็น้อย คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเลือกดูแลผิวด้วยวิธีอื่นมากกว่า เช่น ทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำเยอะๆ พักผ่อนให้เพียงพอ กินวิตามินเสริม อาทิ วิตามินอี คอลลาเจน ฯลฯ นอกจากนี้ก็พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด เข้าคอร์สบำรุงผิวตามวาระ นอกจากนี้เวลาเลือกซื้อเครื่องสำอางก็จะดูแบรนด์เป็นอันดับแรก เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในย่านเอเชียมากกว่าทางยุโรป เพราะมีความใกล้เคียงกับผิวคนไทยมากกว่า รวมถึงดูวันหมดอายุ รวมถึงจะไม่เสียดายถ้าจะต้องทิ้งหากหมดอายุซะก่อน" เกศรา แสดงความคิดพร้อมกับเล่าเทคนิกส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ
แม้เครื่องประทินผิวจะไม่ใช่ปัจจัยอันดับต้นๆ ของการดำรงชีวิต แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธที่จะละเลยใส่ใจ เอาเป็นว่าพิจารณาให้รอบด้าน ก่อนจะเสียรู้ เสียทรัพย์ และเสียหน้า



