ข่าว

'เฉลิม'ลั่นเดินหน้าจับ'นะเคามวย'

'เฉลิม'ลั่นเดินหน้าจับ'นะเคามวย'

01 พ.ค. 2555

'เฉลิม' ลั่นเดินหน้าจับ 'พล.ต.นะเคามวย' นักค้ายาเสพติดคนสำคัญ ยอมรับอยากขอตัว 'หน่อคำ' จากสสป.ลาว กลับมาดำเนินคดีในไทย พร้อมเร่งขยายผลสอบเรือนจำนครฯ

                      1 เม.ย.55 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองผบ.ตร. ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ปปส.) และพล.ต.ท.ชัยวัฒน์ โชติมา ผบช.ปส. ร่วมกันแถลงข่าวถึงการแก้ปัญหายาเสพติด โดยร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า จากการที่ พล.ต.นะเคามวย หรือคามวย อดีตหัวหน้ากองกำลังติดอาวุธกะเหรี่ยงพุทธ(ดีเคบีเอ) กล่าวปฏิเสธว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด และได้ออกมาท้าทายตนให้แสดงหลักฐาน มิฉะนั้นจะร้องต่อศาลระหว่างประเทศเพื่อดำเนินคดีกับตนนั้น ตนยืนยันว่าศาลอาญาของไทยได้ออกหมายจับ พล.ต.นะเคามวย เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2546 รวมถึงมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าพล.ต.นะเคามวย มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย.2555 ถึงปัจจุบัน โดยมีกองกำลัง 600 คน นำต้นมะพร้าวไปขวางถนนที่หมู่บ้านวาเลย์ อ.พบพระ จ.ตาก และสั่งห้ามคนไทยเข้าไปทำการเกษตรและเหมืองแร่ในพื้นที่เขตอิทธิพลของดีเคบีเอ บริเวณชายแดนตรงข้ามจ.ตาก ถึงกาญจนบุรี

                      ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า ในวันนี้กองทัพกะเหรี่ยงโกะทูบลอ (เคเอโอ) เป็นองค์กรร่วมจัดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่สำนักงานของตัวเองที่ ต.วาเลย์ อ.พบพระ จ.ตาก ซึ่งตนได้บอกว่าขอให้ผู้สื่อข่าวอย่าไปทำข่าวดังกล่าว เพราะตนมีแหล่งข่าวเชิงลึกรายงานว่าตอนนี้ พล.ต.นะเคามวย ถูกโดดเดี่ยว เพราะกองกำลังต่างๆในพื้นที่ อาทิ เคเอ็นยู และบีทีเอฟ ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของพล.ต.นะเคามวย จึงไม่ยอมให้มีการปิดช่องทางชายแดนในพื้นที่เขตอิทธิพลของกลุ่มดังกล่าว รวมถึงแกนนำกลุ่มดีเคบีเอก็ไม่เห็นด้วยต่อการกระทำของพล.ต.นะเคามวย นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่าการปิดกั้นพื้นที่นี้จะทำได้ไม่นาน เพราะแต่ละกลุ่มมีการเก็บภาษีพืชผลทางการเกษตรที่คนไทยเข้าไปทำในฝั่งพม่าแล้วนำกลับมาในไทย ซึ่งการปิดพื้นที่จะทำให้สูญเสียรายได้

                      “ ผมไม่อยากท้าทาย พล.ต.นะเคามวย เพราะเป็นมวยไม่มีราคา ม้าไม่มีชั้น แต่เนื่องจากมีการให้สัมภาษณ์ทางเว็บไซต์ข่าวภาษาอังกฤษเผยแพร่ไปทั่วโลก ทำให้ผมและคณะทำงานอยู่เฉยไม่ได้ มิฉะนั้นองค์กรของตนจะไม่มีความน่าเชื่อถือ แต่เรามีหลักฐานทุกอย่างครบ ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

                      ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า การที่พล.ต.นะเคามวย กำลังเต้นอยู่ เพราะนายหน่อคำ หัวหน้าโจรสลัดที่เรียกค่าคุ้มครองในแม่น้ำโขง ได้ถูกทางการลาวจับกุมแล้ว โดยฝ่ายไทยได้ตั้งรางวัลนำจับ 2 ล้านบาท จึงทำให้ขบวนการเหล่านี้กลัว เพราะทางการจีนได้ประสานงานกับทางการพม่า ลาว และไทย อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ถ้าพล.ต.นะเคามวย ยืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์ ก็ขอให้เกียรติเข้ามามอบตัว จะมาที่ไหนในประเทศไทยก็ได้ ตนจะไปรับตัวด้วยตนเอง นอกจากนี้ กองกำลังดีเคบีเอได้ลงนามยุติการสู้รบกับทางการพม่าแล้วจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาใหม่ เพื่อลบภาพเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่กลุ่มใหม่ของพล.ต.นะเคามวย ยังคงดำเนินการผลิตยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้าที่ถูกส่งเข้ามาขายในอ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งลดความน่าเชื่อถือของกลุ่มดังกล่าว

                      ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการดำเนินการขอตัวนายหน่อคำ มาดำเนินคดีในไทยนั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนยอมรับมีแนวโน้มที่เป็นไปได้ยาก แต่ฝ่ายไทยพยายามทำอยู่ ตอนนี้กลุ่มของเขาแตกโดยมีทั้งลูกน้องที่ถูกจับกุมและเข้ามอบตัว การบำบัดรักษาอาจจะแก้ไม่ได้ แต่การจับนายหน่อคำ ทำให้ปัญหามีความเบาบางดีขึ้น แต่ก็ยังมีการสร้างตัวแทน ซึ่งต้องใช้เวลา แต่ถือว่าเป็นโชคดีของประเทศไทย

                      ด้าน พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ถ้าเราสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับทั้ง 25 คนได้ ก็จะทำให้การแก้ปัญหายาเสพติดในประเทศดีขึ้น ซึ่งใน 25 คนนี้มีบุคคลระดับแกนนำด้วย ซึ่งในอดีตเขามีเสรีในการค้าขาย แต่วันนี้ทำได้ลำบากเพราะถูกจับตาจากเจ้าหน้าที่ และการจับกุมนายหน่อคำนั้น ตนทราบว่าเป็นเพราะถูกญาติของเขาเองชี้ตัวให้ทางการลาวจับกุม เพราะต้องการรางวัลนำจับ

 

'เฉลิม'ชี้เร่งขยายผลสอบเรือนจำนครศรีธรรมราช

                      ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กล่าวถึงการตรวจค้นเรือนจำนครศรีธรรมราชว่า ต้องขอชื่นชมการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมราชทัณฑ์ที่มีส่วนรับผิดชอบ แต่ตนขอให้ทั้ง 2 ส่วนนี้ทำงานร่วมกัน อย่าระแวงซึ่งกันและกัน เพราะถ้าไม่บูรณาการกำลังและความรู้สึก ก็จะทำงานไม่ได้ ขอยืนยันว่า ไม่มีใครจะปกป้องผู้คุมที่กระทำความผิดโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ ตนได้สั่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์แล้ว ซึ่งได้ระบุว่า จะรายงานทันทีถ้ามีหลักฐานและใครทำผิดก็จะถูกพักราชการ ให้ออก ปลดออก และไล่ออก ซึ่งเมื่อทำดีแล้วก็ขอให้ทำดีต่อไป นอกจากนี้ ปปส.ดำเนินการขยายผลการตรวจสอบทางโทรศัพท์ในเรือนจำว่าไปถึงใครบ้าง ซึ่งถ้าพบและมีหลักฐานว่าเกี่ยวข้อง ก็จะยึดทรัพย์ทั้งหมด