
อนุฯแก้รธน.ถกม.237อดีตสสร.งัดนักการเมือง
อนุกรรมการฯแก้รธน.ถก ม.237 อดีตสสร.งัดข้อนักการเมืองหนัก ชี้เป็นยาล้างพิษแก้ทุจริตซื้อเสียง เจิมศักดิ์ แขวะอย่าแก้เพราะข้ออ้างศรีธนญชัย ตั้งนอมินีเป็นกก.บห.พรรค ด้านตัวแทนพรรคการเมืองประสานเสียงยุบพรรคได้แต่ไม่เอาทั้งยกทั้งเข่ง
(14พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงเช้าของการประชุมคณะอนุกรรมการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่มีพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา เป็นประธานได้มีการพิจารณาในประเด็นมาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรคและมาตรา 68 เกี่ยวกับสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้มีพรรคเมืองเสนอเห็นด้วยที่ให้มีการแก้ไขมาตรา 237 อยู่ 4 พรรคการเมืองคือ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทยและพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ขณะที่มาตรา 68 มีพรรคเพื่อไทยที่เห็นว่าควรมีการแก้ไข
อย่างไรก็ตามในการประชุมอนุกรรมการฯฝ่ายพรรคการเมืองต่างเห็นว่าควรที่จะแก้ไขในมาตรา 237 วรรคสอง โดยเห็นว่าการการทำผิดและมีการนำไปสู่การยุบพรรคสามารถทำได้ แต่ไม่ควรทำแบบยกเข่งเพราะเป็นความผิดของคนเพียงคนเดียว ขณะที่อนุกรรมการฯที่เคยเป็นอดีตส.ส.ร. 50 ต่างยกเจตนารมณ์ของมาตรา 237 วรรคสองมาอภิปรายว่ามาตราดังกล่าวเป็นการแก้ไขปัญหาในการทุจริตซื้อเสียง
โดยนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องการยุบพรรคนั้นก็ต้องพูดกันว่าจะให้มีการยุบพรรคหรือไม่ ถ้าเห็นว่าเป็นความผิดส่วนบุคคลไม่ควรให้มีการยุบพรรค ก็ต้องมีการหารือกันว่าหากกรรมการบริหารพรรคทำผิดแล้วใครจะรับผิดชอบ กรรมการบริหารพรรคต้องรับผิดชอบหรือไม่ ผู้บริหารพรรคจะต้องรับผิดชอบต่อกรรมการบริหารอย่างไร เพราะเขาได้ประโยชน์จากการดำเนินการเช่นนี้
นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เมื่อมีการกำหนดมาตรา 237 วรรคสองออกมาจนทำให้เกิดการยุบพรรคการเมืองไปหลายพรรค จะเห็นว่ามีพรรคการเมืองหลบเลี่ยง โดยมีการตั้งนอมินีขึ้นมานั่งเป็นกรรมการบริหารพรรคจำนวนมาก เพื่อหนีความผิดในการยุบพรรค ดังนั้นควรมีการแก้ไขมาตรา 237 เพื่อไม่ให้มีนอมินีเกิดขึ้น ส่วนในมาตรา 68 เชื่อว่าไม่มีนักการเมืองคนใดต้องการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแน่นอน ซึ่งการล้มล้างก็มีแค่เรื่องการปฏิวัติแต่ไม่เห็นมีมาตราไหนระบุว่าเป็นความผิด ขณะที่คมช.ก็มาเขียนไว้ในมาตรา 309 ว่าการดำเนินการของคมช.ทำโดยชอบตามกฎหมายและเขียนนิรโทษกรรมไว้ ซึ่งมาตรา 237 และ 309 จึงเท่ากับว่าเป็นการสร้างความขัดแย้งและแตกแยกทางสังคมมากขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงไม่เป็นธรรม
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณียุบพรรคเห็นด้วย ตัดสิทธิ์ 5 ปีเห็นด้วย แต่ไม่เห็นด้วยที่ว่าผิดคนเดียวต้องโดยยกเข่ง ที่ผ่านมาคนไม่รู้เรื่องก็โดนไปด้วย ตนไม่ขัดข้องหากคนที่รู้เห็นปล่อยปละละเลยสมควร จึงไม่เห็นด้วยที่คนเดียวทำผิดแล้วโดนกันทั้งหมด
ขณะที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กรรมการสมานฉันท์ฯในสัดส่วนวุฒิสภา และอดีตส.ส.ร. 50 กล่าวว่า ปัญหาที่เราไปรับฟังความเห็นจากประชาชน ในครั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญ ตนได้ไปฟังประชาชนทั้ง 76 จังหวัด ซึ่งประชาชนเห็นว่านักการเมืองไทยมีการทุจริตซื้อเสียง ได้ตัวแทนปลอมๆที่ใช้เงินเข้ามาเป็นผู้แทน ซึ่งตรงนี้เป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ และพรรคการเมืองของไทยไม่ได้เป็นพรรคการเมือง ไม่ได้ทำหน้าที่ แต่เป็นเพียงพรรคการเมืองที่ส่งคนสมัครเท่านั้น ไม่ได้ดูแลคนในพรรคแต่ต้องการเข้าไปมีตำแหน่ง เรื่องนี้จึงไม่ได้เกี่ยวข้องว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ว่าสร้างเรื่องหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญปี 40 กำหนดเรื่องการยุบพรรคไว้อยู่แล้ว แต่แค่มีการเพิ่มเติมประเด็นการยุบพรรคไว้เท่านั้น โดยตนเป็นคนแปรญัตติเพิ่มเติมเข้าไป เพราะเห็นว่าเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอย่างแยบยล ซึ่งที่ประชุมส.ส.ร.ก็เห็นด้วยและเจตนามาตรา 237 คือให้พรรคการเมืองรับผิดชอบไม่ได้เป็นแค่พรรคการเมือง แต่อย่างไรก็ตามมาตรา 237 ก็มีเงื่อนไขหลายประการคือต้องมีหลักฐานเชื่อได้ ต้องรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย แต่ส่วนใหญ่คนที่ทำผิดคือกรรมการบริหารพรรคเป็นคนทำเอง จึงทำให้มีปัญหา
“ดังนั้นหากพิจารณาประเด็นนี้ต้องพิจารณาให้ดีว่าจะให้เป็นเรื่องตัวใครตัวมันหรือไม่ แล้วให้เป็นความเสี่ยงเฉพาะบุคคลหรือ ผมไม่สบายใจที่เอาข้ออ้างศรีธนญชัยมาใช้แก้รัฐธรรมนูญ กลายเป็นว่าเราต้องใช้พฤติกรรมศรีธนญชัยว่าเอาคนนอกมาเป็นกรรมการบริหารพรรคเพื่อหนีการยุบพรรค แบบนี้สมควรเป็นพรรคการเมือง นักการเมืองและเป็นตัวแทนประชาชนหรือไม่” นายเจิมศักดิ์ กล่าว
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหาและอดีตส.ส.ร. 50 กล่าวว่า ไม่สบายใจที่พรรคการเมืองพยายามโยงมาตรา 237 และ 68 เข้าด้วยกัน ทั้งที่มาตรา 68 เขียนไว้เพื่อรักษารัฐธรรมนูญและรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นเราต้องให้ความเป็นธรรมกับรัฐธรรมนูญด้วย เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าต้องมีการกระทำความผิดที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรมก่อนถึงจะมีการบังคับใช้ จึงสะท้อนได้ว่าการเลือกตั้งไทยยังมีปัญหาอยู่ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือทำอย่างไรให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม ดังนั้นการทุจริตซื้อเสียงคือยาพิษของระบอบประชาธิปไตย แต่มาตรา 237 คือยาที่จะมาล้างพิษให้กับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อไม่มียาล้างพิษให้การเมืองโปร่งใส จึงต้องใช้มาตรการให้พรรคการเมืองคุมกันเองคือให้กรรมการบริหารพรรคร่วมกันรับผิดชอบจึงได้กำหนดมาตรา 237 วรรคสองไว้ ซึ่งเจตนาก็ไม่ได้ต้องการทำลายพรรคการเมืองแต่อย่างใดแต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบพรรคการเมืองเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมือง นักการเมืองและประเทศชาติ



