
'นะเคามวย'ปิดแดนโต้'เฉลิม'ระบุค้ายา
"นะเคามวย" ผู้นำกะเหรี่ยง ตอบโต้ "เฉลิม" ขึ้นบัญชีดำผู้ค้ายาเสพติด สั่งปิดชายแดน 12 จุด อุ้มผางถึงพบพระ ลั่นไม่รับรองความปลอดภัยคนไทยข้ามไปมา มือถือโผล่คุกนครศรีฯอีก 5เครื่อง
เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2555 พลเอกนะเคามวย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพกะเหรี่ยงโกะทูบลอ ( เคเอโอ. ) บริเวณตรงข้ามอำเภอพบพระ จ.ตาก ได้สั่งให้ทหารปิดชายแดน หรือ ช่องทางเข้า - ออก ตามแนวชายแดนไทย - พม่า ทั้งหมด 12 จุด ตั้งแต่อำเภออุ้มผางลงมาถึงด้าน อ.พบพระ จ.ตาก
ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบโต้ที่ทางการไทย โดยทีมงานของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศรายชื่อผู้ค้ายาเสพติด ซึ่งหนึ่งในนั้นมีพลเอกนะเคามวย ปรากฏทั้งรายชื่อและภาพถ่ายรวมอยู่ด้วย ทำให้ฝ่ายกะเหรี่ยงเกิดความไม่พอใจ จนมีคำสั่งปิดจุดผ่านแดนระหว่างฝ่ายโกะทูบอกับฝ่ายไทย และไม่รับรองความปลอดภัยของราษฎรไทยที่ข้ามไปมาระหว่างเขตไทย กับ เขตพม่า ขณะที่ผู้ประกอบการแร่ในฝั่งพม่า เขตอิทธิพลของฝ่ายพลเอกนะเคามวย ถูกสั่งห้ามการขนแร่ และไม่ให้นำเครื่องจักรกลออกไป
นายพจน์ หรูวรนันท์ นายอำเภอพบพระ จ.ตาก กล่าวว่า การเปิด - ปิดจุดข้ามแดน เป็นเรื่องภายในของประเทศเพื่อนบ้าน แต่ขอให้ประชาชนระมัดระวังในการไปมาตามวิถีชีวิต
มือถือโผล่คุกนครศรีฯอีก5เครื่อง
ส่วนความคืบหน้าการบุกค้นเรือนจำนครศรีธรรมราชยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 07.00 น. นายสุรพล แก้วภราดัย ผบ.เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการวันแรก โดยได้เข้าตรวจเรือนจำในแดนควบคุมผู้ต้องโทษทุกแดน ซึ่งก่อนเข้าตรวจนั้นได้แสดงตัวพร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่ทุกนายปฏิบัติเหมือนกันคือจะต้องผ่านการตรวจค้นโดยละเอียด ไม่เว้นแม้แต่ผู้บัญชาการเรือนจำ
หลังจากนั้นได้ออกมาจากแดนควบคุม แล้วเรียกข้าราชการราชทัณฑ์ในเรือนจำนครศรีธรรมราชที่เกี่ยวข้องประชุม ซึ่งในการประชุมเป็นไปอย่างเคร่งเครียด ไม่เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวเข้าทำข่าวและบันทึกภาพ โดยมีเจ้าหน้าที่แสดงกิริยาไม่ค่อยเป็นมิตรนัก มาคอยกีดกัน โดยอนุญาตให้อยู่เฉพาะบริเวณบันไดทางขึ้นอาคารสำนักงานเท่านั้น และยังมีการติดป้ายมีข้อความ “เราจะเป็นกำลังใจให้กันและกัน ร่วมฝ่าฟันคืนวันอันเลวร้าย ผู้คุมสีขาวเลือดราชทัณฑ์เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช"
ภายหลังนายสุรพลได้นำผู้สื่อข่าวเข้าตรวจสอบระบบวงจรปิดในเรือนจำและตู้เซฟเก็บของกลางที่ยึดได้ พร้อมเปิดเผยว่า ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติงานอย่างเข้มงวด พร้อมให้ขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ตั้งใจปฏิบัติงาน
ในส่วนของเรือนจำนครศรีธรรมราชจะตั้งกรรมการ จำนวน 3 ชุด เพื่อตรวจสอบและลงโทษเจ้าหน้าที่เรือนจำและนักโทษที่กระทำผิดหลังการ ตรวจค้นเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะนักโทษ หากพบว่ามีการ กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และนำโทรศัพท์เข้ามาในเรือนจำ ก็จะถูกลดชั้น อย่างน้อย2 ชั้น ซึ่งโดยทั่วไประดับชั้นนักโทษจะมีด้วยกัน 6 ชั้น คือ ชั้นเยี่ยม ดีมาก ดี กลาง เลว และ เลวมาก
“เมื่อวันที่ 29 เม.ย.เจ้าหน้าที่เรือนจำตรวจพบโทรศัพท์ จำนวน 39 เครื่อง ที่ถูกซุกซ่อนไว้ ในก้อนอิฐบล็อก จำนวน 3 ก้อน ซึ่งมีการหล่อปิดทับไว้เป็นอย่างดี โดยอิฐบล็อค ดังกล่าวทางเรือนจำได้สั่งนำเข้ามาเพื่อก่อสร้างถนนภายในเรือนจำสายข่าวของเจ้าหน้าที่ได้แจ้งมาขณะนี้กำลังขยายผล ในการตรวจสอบอย่างเข้มงวดได้ใช้โทรทัศน์วงจรปิดบันทึกภาพนักโทษรายหนึ่งกำลังนั่งโทรศัพท์เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปเอาตัวและสามารถค้นได้อีก 5 เครื่อง”ผบ.เรือนจำกลางนครศรีธรรมราชกล่าว
ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น.วันเดียวกัน พล.ต.ต.รณพงศ์ ทรายแก้ว ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ได้เรียกประชุมคณะทำงานที่ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งขึ้นมาดำเนินการเรื่องเรือนจำนครศรีธรรมราชขึ้นมาเป็นพิเศษโดยมี พ.ต.อ.ภูดิส นรสิงห์ รอง ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช เป็นหัวหน้า พ.ต.อ.สุรสิทธิ์ ทิพย์รัตน์ ผกก.ส.ภ.นครศรีธรรมราช เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน พ.ต.อ.เชาวศิลป์ บุญประดิษฐ์ ผกก.สส.ภ.นครศรีธรรมราช เป็นหัวหน้าชุดสืบสวน และมีพนักงานสอบสวน ฝ่ายสืบสวนเข้าร่วมประชุมโดยมีข้อมูลแต่ละส่วนมาประสานกันเพื่อเร่งดำเนินการทั้งกระบวนการ
ส่วนปฏิบัติการในการถอดข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของนักโทษนั้นเจ้าหน้าที่ได้ใช้บริเวรชั้น 3 ของอาคารกองบังคับการตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช เป็นห้องปฏิบัติโดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ ปปส.และพนักงานสอบสวนที่มีความเชี่ยวชาญในการสอบสวนแกะรอยข้อมูล ได้ทำงานกันอย่างหนัก โดยมีคำสั่งของ ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช ปิดไว้ที่หน้าห้องห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในห้องดดยเด็ดขาดเนื่องจากเกรงข้อมูลจะสูญหาย ซึ่งได้มีการใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
พ.ต.อ.ภูดิส เปิดเผยว่าในการดำเนินการนั้นฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเน้นการดำเนินคดีสืบสวนสอบสวนในคดีจำหน่ายยาเสพติด ขณะนี้เราพบข้อมูลชัดเจนในส่วนของผู้ค้าแล้ว 11 ราย อยู่ระหว่างการขยายผลสืบสวน 6 ราย ส่วนการดำเนินที่ต้องส่งพนักงานสอบสวน สภ.พระพรหม
ประกอบด้วย คดียาเสพติดและสิ่งของต้องห้ามในเรือนจำ 4 ราย คดีไม่รู้ตัวผู้ต้องหา 3 ราย ต้องดำเนินคดีด้วยการแจ้งความร้องทุกข์จำนวน 220 คดี ส่งสำนวนให้พนักงานสอบสวนท้องที่แล้ว 72 คดี อีก 148 รายยังรวบรวมเอกสารรอการส่งดำเนินคดีซ้ำ ส่วนความร่วมมือในขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 8 มาร่วมสะสางข้อมูลกับเรา และมีทีมของรองเลขาธิการ ปปส.เข้ามาประสานข้อมูลกันอย่างต่อเนื่อง
“ขณะนี้จำนวนมือถือทั้ง 2 ครั้งเจ้าหน้าที่กำลังถอดข้อมูลทีละเครื่องแยกข้อมูลเชื่อมโยงคดียาเสพติดโดยเฉพาะ นอกจากโทรศัพท์แล้วยังมีเอกสารอีก 3 ลังใหญ่ที่มีเน๊ต มีโพยเลขบัญชี การจดโน้ตการสั่งซื้อ โดยยาไอซ์นั้นภาษาเรียกที่นักโทษเขียนคือ “น้ำแข็ง” เราพบข้อมูลจำนวนมาก เช่นยาบ้าจะเรียกว่าเป็นมัด ราคายาเสพติด การโอนเงิน ส่วนนี้เป็นข้อมูลจากนั้นเราจะเอามาเชื่อมต่อกับข้อมูลในโทรศัพท์มือถือแล้วจึงดำเนินการในขั้นต่อไป ส่วนโทรศัพท์ที่มีอาวุธปืนอาร์ก้าและยาเสพติดจำนวนมาก ขณะนี้เรารู้แล้วว่าเป็นของใคร คลิปการเสพยาเสพติดอย่างสนุกสนานนั้นเรารู้ตัวแล้วกำลังขยายผลเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ตำรวจได้จากอุปกรณ์สื่อสารของนักโทษมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่ได้หนักใจแต่คงหนักใจที่เรื่องของอุปกรณ์เครื่องมือที่ไม่ทันสมัยทำให้การทำงานยากลำบากมากขึ้น” รอง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช กล่าว
พ.ต.อ.ภูดิส ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีโทรศัพท์มือถือที่ถูกซุกเข้าไปล๊อตล่าสุดจำนวน 39 เครื่องนั้น ในการสืบสวนว่าผู้ที่สั่งเข้าไปคือนักโทษคดีฆ่ารายหนึ่งที่เป็นอดีตผู้รับเหมาก่อสร้างสั่งเข้าไปใช้และขายให้กับนักโทษในเรือนจำด้วยกัน ซึ่งเป็นเป้าหมายในการสืบสวนของเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว
ราชทัณฑ์สั่งสแกนเรือนจำนครศรีฯอีก
นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังคงต้องตรวจค้นเรือนจำอย่างละเอียด โดยเชื่อว่ายังมีโทรศัพท์ถูกซุกซ่อนอยู่อีกหลายจุดที่ยังตรวจไม่พบ แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การนำเข้าโทรศัพท์ล็อตใหม่ ส่วนกรณีการเสพยาและสังสรรค์ของนักโทษในเรือนจำนั้นเป็นเรื่องจริงเพราะมีหลักฐานเป็นคลิปภาพถ่ายชัดเจน ซึ่งการนำเข้าสิ่งของต้องห้ามเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ ทั้งในส่วนที่เป็นผู้ลักลอบนำเข้าเสียเองและกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยปละละเลย
“เรื่องนี้ไม่ถือเป็นความขัดแย้งของหน่วยงาน เนื่องจากที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์เป็นผู้ตรวจพบข้อมูลต้องสงสัยจึงได้ประสานให้เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) และตำรวจภูธรภาค 8 ให้เข้าร่วมสอบสวน กระทั่งมีการจู่โจมค้นยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือได้จำนวนมาก ยืนยันว่ามีการทำงานร่วมกันตลอด สำหรับการลงโทษทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นั้น ยังต้องรอผลการตรวจสอบของกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีนายฉัตรชัย ยอดอุดม ผอ.สำนักทัณฑวิทยา เป็นประธาน ซึ่งได้ลงพื้นที่สอบสวนทั้งเจ้าหน้าที่เรือนจำและนักโทษในเรือนจำ”นายกอบเกียรติกล่าว
แหล่งข่าวจากกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เครือข่ายยาเสพติดที่ลักลอบนำสิ่งของต้องห้ามเข้าเรือนจำโดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือนิยมจ้างวานเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นผู้โยนสิ่งของข้ามกำแพงเรือนจำ เนื่องจากค่าจ้างถูกกว่าผู้ใหญ่ และไม่เป็นพิรุธต้องสงสัย เมื่อถูกจับได้ก็มีโทษน้อยเพราะต้องใช้กฎหมายเด็กในการเอาผิด โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ซึ่งกฎหมายใหม่จะไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำผิด ส่วนเด็กที่อายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป แม้ถูกส่งเข้าสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนแต่เมื่อได้รับการปล่อยตัวก็จะกลับมารับจ้างอีก เนื่องจากเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ติดยาเสพติด สำหรับค่าจ้างในการโยนโทรศัพท์ข้ามกำแพงเรือนจำโดยกรณีทำงานสำเร็จจะได้รับค่าจ้างครั้งละ 10,000-20,000 บาท กรณีโยนไม่สำเร็จจะได้รับค่าจ้างครั้งละ 5,000 บาท
ปปส.เร่งประสานลาวขอตัว"หน่อคำ"
นายณรงค์ รัตนานุกูล รองเลขาธิการ ปปส.กล่าวถึงกรณีทางการลาวได้จับกุมตัวนายหน่อคำ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่มีรางวัลนำจับ 2 ล้านบาท ว่า ขณะนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้มอบหมายให้ทางกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงาน ปปส.เข้าไปประสานข้อมูลกับทางการลาวแล้ว เพื่อขอตัวนายหน่อคำกลับมาดำเนินคดีในไทย ทั้งนี้ส่วนกรณีที่นายหน่อคำ จะไปเกี่ยวข้อง หรือตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีปล้นและฆ่าลูกเรือชาวจีนรวม 13 ศพในลุ่มแม่น้ำโขงหรือไม่นั้น ปปส.ยังไม่ทราบรายละเอียดตรงจุดนี้ คาดว่าอีกไม่นานก็จะสามารถนำตัวนายหน่อคำมาดำเนินคดีในไทยได้
หนองคายจับเครือข่ายยาบ้ารายใหญ่
เมื่อเวลา 13.00 น.ที่กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย พ.ต.อ.วิบูลย์ วงศ์ก้อม รอง ผบก.ภ.จว.หนองคาย พร้อมตำรวจสืบสวน ภ.จว.หนองคายร่วมกันแถลงข่าวจับกุม นายนคร หรือ คร ทิพพร อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 95 ม.5 ต.จุมพล อ.โพนพิสัย พร้อมของกลางยาบ้า 285 เม็ด อาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม. 1 กระบอก กระสุนปืน 95 นัด โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง เงินสด 70,000 บาท รถยนต์เก๋งเชฟโรเล็ต สีดำ ทะเบียน กง 2663 หนองคาย และรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นซีบีอาร์ สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 คัน
นายชัยวัฒน์ หรือ คิม ผิวไธสง อายุ 21 อยู่บ้านเลขที่ 26 บ้านร่องถ่อน ม.5 ต.จุมพล พร้อมของกลางยาบ้า 184 เม็ด อาวุธปืนพกสั้น ไทยประดิษฐ์ 2 กระบอก กระสุน ขนาด .32 มม.จำนวน 14 นัด กระสุนปืน เอ็ม 16 จำนวน 12 นัด โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง กล้องถ่ายรูป 1 ตัว รถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า เอสอาร์ 400 สีเขียว 1 คัน และนายศุภชัย หรือ บอย ธรรมขันธ์ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15 ม.5 ต.จุมพล อ.โพนพิสัย พร้อมยาบ้า 39 เม็ด โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง รถจักรยานยนต์ฮอนด้าคลิก สีน้ำตาล ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 คัน โดยจับได้ที่เรือนขวัญรีสอร์ท บ้านหนองเดิ่น ต.หนองกอมเกาะ อ.เมืองหนองคาย ขณะเข้าจับกุมทั้ง 3 คนกำลังเสพยาบ้ากันอยู่
สอบสวนขยายผลทราบว่านายวันชัย อุทาทัย อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18 ม.12 ต.จุมพล และนายวรชาติ สุโพธิ์ อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 116 ม.6 ต.จุมพล อ.โพนพิสัย เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดนี้ เจ้าหน้าที่จึงออกติดตามจับกุมตัวได้ทั้งสองคน ขณะนั่งกินอาหารอยู่ที่ร้านอาหารสวนเกษตร หน้า อบต.จุมพลโพนสัย ขณะเข้าจับกุมนายวันชัยฯ ได้พยายามชักอาวุธปืนลูกซองออกมาต่อสู้ แต่เจ้าหน้าที่ได้วิ่งเข้าชาร์จและจับกุมตัวไว้ได้ก่อน สอบสวนทั้งสองคนให้การรับสารภาพว่าได้รับซื้อยาบ้าจากนายนคร เพื่อนำไปขายให้ลูกค้าในเขต อ.โพนพิสัยและใกล้เคียง จึงควบคุมตัวไว้สอบสวนดำเนินคดีต่อไป



