
จากแรงงานในร่ม-สู่แรงงานกลางแจ้ง?
จากแรงงานในร่ม สู่แรงงานกลางแจ้ง ? : คอลัมน์ ชาวบ้านร้านตลาด : โดย ... ภาณุมาศ ทักษณา
วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 เป็นวันแรงงานแห่งชาติ และอาจเป็นวันแรงงานแห่งชาติครั้งแรก ที่ผู้ใช้แรงงานกว่า 5 ล้านคน ที่ขายแรงงานอยู่ในร่มของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ อาจจะไม่มีความสุขเหมือนปีก่อนๆ ก็ได้ หลังจากที่รัฐบาลประกาศให้นายจ้างปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ใน 7 จังหวัดคือ กทม.สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม และภูเก็ต มาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 เหมือน “หักคอ” ผู้ประกอบธุรกิจน้อยใหญ่ให้จำยอมแล้ว และเท่าที่ทราบตลอดเดือนที่ผ่านมาบรรยากาศในหลายแห่งไม่สู้ราบรื่นนัก
ดังนั้น ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป หากจะมีผู้ประกอบธุรกิจรายเล็กรายน้อยประกาศเลิกกิจการ เพราะทนแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลไม่ได้ หรือ มีผู้ขายแรงงานกลุ่มใหญ่เดินทางมาประท้วงที่ทำเนียบเพื่อร้องเรียนให้รัฐบาลช่วยเหลือ ก็อย่าได้แปลกใจเลยนะครับ ในเมื่อพรรคเพื่อไทยหาเสียงเอาไว้โดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบ งานนี้ จึงเหมือนขว้างงูไม่พ้นคอ แล้วนี่คือผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น ส่วนผลระยะยาวที่ประเทศจะประสบก็คือ โรงงานต่างๆ อาจย้ายฐานผลิตไปประเทศอื่นที่มีค่าแรงถูกกว่า และเสี่ยงภัยน้อยกว่าแน่นอนครับ
ผมไม่แน่ใจว่าคนในรัฐบาลได้คิดถึงเรื่องนี้กันบ้างหรือไม่ และวางแผนรับมือไว้อย่างไร ผมไม่อยากเห็นการแก้ผ้าเอาหน้ารอดเหมือนยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ๆ ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำจนโรงงานต่างๆ ต้องปลดคนงาน ตอนนั้นรัฐบาลประชาธิปัตย์ทุ่มเงินงบประมาณแก้ปัญหาคนว่างงาน ด้วยการ “จ้างคนงาน” มาฝึกอาชีพโน่นนั่นนี่เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเล่น เพราะวันนี้ไม่ทราบว่าที่ “รับจ้าง” เรียนวิชาชีพต่างๆ นั้น ยังเหลือทำจริงๆ กี่คน
วิกฤติคนว่างงานคราวนี้ต่างกับคราวก่อนตรงที่รัฐบาลประกาศขึ้นค่าแรงเป็นปมปัญหาที่รัฐบาลผูกขึ้นมาจึงควรหาวิธีแก้ไว้ด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้คนที่ว่างงานต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนช่วยตัวเองด้วยวิธีผิดๆ คนเรานั้นไม่มีใครอยากเป็นโจรหรืออาชญากร แต่เมื่อบ้านต้องเช่าข้าวต้องซื้อและไม่มีรายได้จากการทำงาน เขาก็ต้องหารายได้ในทางอื่นเพื่อให้มีชีวิตรอด แต่ถ้ารัฐบาลยังไม่มีแผนพลิกฟื้นคนที่ว่างงานเหล่านั้นให้มีอาชีพที่ยั่งยืนแทนการเป็นลูกจ้าง ผมมีข้อเสนอที่รัฐบาลควรรับไว้พิจารณาและนำไปดำเนินการ หากทำแล้วไม่เพียงแต่เป็นผลดีต่อรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นผลดีต่อชาติบ้านเมืองในระยะยาวอีกด้วย
คือไหนๆ รัฐบาลก็เตรียม “ยกเครื่องประเทศไทย” เอาไว้แล้ว ก็น่าจะเพิ่มภาคการเกษตรเข้าไปด้วย จังหวัดอยุธยาซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมากนั้น เคยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวขนาดใหญ่ของไทยมาก่อน หากโรงงานย้ายฐานผลิตไปรัฐบาลก็ควรซื้อที่ดินบริเวณนั้นมาปรับสภาพให้มีความสมบูรณ์ แล้วจัดสรรให้ผู้ขายแรงงานที่เป็นเกษตรกรมาก่อนเข้าไปทำการเพาะปลูก
รัฐบาลคงทราบดีว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยด้านการเกษตรอย่างมาก นอกจากจะมีพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนา ตั้งโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ เพื่อสอนคนกับควายไถนา “เป็น” แทนการใช้รถไถนาให้เปลืองน้ำมันและทำให้ดินเสื่อมสภาพแล้ว พระองค์ทรงรับ องค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย (อกท.)ไว้ในพระราชูปถัมภ์ พระราชทานทรัพย์ส่งเสริมให้เยาวชนเข้ารับการศึกษาด้านการเกษตรแล้วกว่า 1 หมื่นคน เพราะทรงห่วงว่าคนไทยจะทำนาไม่เป็น
วันนี้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินยังทรงห่วงใยในรากฐานของประเทศ เหตุใดรัฐบาลจึงมองข้ามความสำคัญในเรื่องนี้ไปเสียเล่า หากอุตสาหกรรมย้ายออกไปจริงรัฐบาลก็ควรกำหนดนโยบายสร้างไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำขายข้าวให้ประเทศอุตสาหกรรม พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส คือ เปลี่ยนผู้ขายแรงงานจากในร่มให้ออกมาขายกลางแจ้งไงครับ
----------
(หมายเหตุ : จากแรงงานในร่ม สู่แรงงานกลางแจ้ง ? : คอลัมน์ ชาวบ้านร้านตลาด : โดย ... ภาณุมาศ ทักษณา)
----------



