
4แบงก์พร้อมรับลูก'พักหนี้ดี'
4แบงก์พร้อมรับลูก 'พักหนี้ดี' กู้บ้าน-เช่าซื้อรถ-มนุษย์เงินเดือนหมดสิทธิ์ : รายงานพิเศษ : โดย ... ณัฐฎ์ชิตา เกิดแดง
หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อยและประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่เป็นหนี้ไม่เกินรายละ 5 แสนบาทเพิ่มเติมในส่วนของ "ลูกหนี้ดี" จนมีเสียงสะท้อนหนาหูว่าการดำเนินโครงการนี้เพราะมีเป้าหมายทางการเมืองมากกว่ามองถึงหลักการบริหารจัดการของระบบสถาบันการเงิน เนื่องจากการพักชำระหนี้ 3 ปี แถมลดดอกเบี้ยให้อีก 3% นั้น ย่อมหมายถึงภาระที่ธนาคารของรัฐและรัฐบาลต้องร่วมกันรับผิดชอบเป็นเม็ดเงินถึง 4.5 หมื่นล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปี หรือปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะเป็นผู้จ่ายให้ครึ่งหนึ่งและในปีแรกน่าจะมาจากเงินงบประมาณ หรือภาษีของประชาชนนั่นเอง ด้วยเหตุว่ากองทุนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่จะให้นำส่งเงิน 0.47% ของเงินฝากนั้นยังไม่คืบหน้า
สำหรับการพักหนี้ให้ลูกหนี้ดีเพิ่มเติมครั้งนี้ มีสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเข้าข่าย 4 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีเกษตรกรเข้าข่ายมากสุดถึง 2.9 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้ 3.9 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่มีหนี้สินเพียงรายละ 2-3 แสนบาท ธนาคารออมสินมีลูกหนี้เข้าข่าย 8.4 แสนราย มูลหนี้ 6.4 หมื่นล้านบาท ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) มีลูกหนี้เข้าข่าย 7.8 พันราย มูลหนี้ 1.4 พันล้านบาท และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) จำนวน 3.5 พันราย มูลหนี้ 450 ล้านบาท รวมพักหนี้ครั้งนี้มีผู้ได้รับอานิสงส์ 3,758,226 รายหรือบัญชี คิดเป็นมูลหนี้คงค้าง 459,113 ล้านบาท
ทั้งนี้ การพักหนี้ดีจะมีความแตกต่างจากการพักหนี้เสียตรงที่ให้ลูกหนี้สามารถเลือกได้ว่าจะพักเงินต้นในระยะ 3 ปีนี้หรือไม่ หากพักหนี้เงินต้นก็จะทำให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยใหม่ที่ปรับลดลงไป 3% หากไม่พักเงินต้นก็จะจ่ายค่างวดลดลงในส่วนของดอกเบี้ยที่ปรับลดกับเงินต้นที่เท่าเดิม แต่ทั้งสองแนวทางก็ยังสามารถกู้ได้เพิ่มตามศักยภาพของลูกหนี้ ซึ่งต่างจากการพักหนี้เสียที่ลูกหนี้ไม่ต้องจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยในระยะ 3 ปี
อย่างไรก็ตาม ครม.ยังเปิดกว้างให้ลูกหนี้เสียที่ลงทะเบียนก่อนหน้านี้ สามารถเปลี่ยนมาเข้าโครงการพักหนี้ดีได้ หากมีการปรับปรุงให้หนี้กลับมาเข้าสู่สถานะปกติได้ หรือชำระหนี้ติดต่อกัน 3 งวดก่อนจะเริ่มเข้าสู่โครงการพักหนี้ดีในเดือนกันยายนนี้ โดยไปแสดงความจำนงกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เป็นเจ้าหนี้ ซึ่งส่วนของหนี้เสียมีการลงทะเบียนไปก่อนหน้านี้มีประมาณกว่า 6 แสนราย
ส่วนเงื่อนไขของการเข้าร่วมโครงการนั้น กำหนดชัดเจนว่าต้องเป็นลูกหนี้ที่มีสถานะหนี้ปกติ มีหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท ก่อนวันที่ 24 เมษายน 2555 โดยต้องไม่เป็นหนี้ประเภทสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเช่าซื้อ/ลิสซิ่ง สินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้ประจำ และไม่เป็นลูกหนี้ที่ได้รับการลดอัตราดอกเบี้ย หรือได้รับอัตราดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษตามข้อตกลงของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งสามารถสมัครเข้าใช้สิทธิตามโครงการได้โดยสมัครใจว่าจะพักเงินต้นหรือไม่พักเงินต้นแต่ทุกรายจะได้รับการลดดอกเบี้ย 3% นาน 3 ปี ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2555 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2558
นอกจากนี้ ยังมีสิทธิขอกู้เพิ่มใหม่ได้ตามความสามารถในการชำระหนี้ ในอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน ณ วันที่ได้รับอนุมัติการกู้เพิ่ม แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือลูกหนี้ต้องไม่ผิดนัดชำระหนี้หลังเข้าโครงการ หากมีการผิดนัดชำระหนี้ตามเงื่อนไขใหม่ ลูกหนี้จะต้องออกจากโครงการทันที
ทั้งนี้ ครม.กำหนดให้ 4 แบงก์รัฐเปิดลงทะเบียนระหว่างวันที่ 2 พฤษภาคม - 20 สิงหาคม 2555 ซึ่งในวันที่ 2 พฤษภาคมนี้ จะมีการเปิดตัวโครงการพักหนี้ดังกล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลและมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เปิดงาน โดยมีธนาคารออมสินเป็นเจ้าภาพในการจัดงานด้วยงบ 10 ล้านบาท ส่วนธ.ก.ส.มีหน้าที่ทุ่มงบโปรโมทโครงการให้รัฐบาลอีก 50 ล้านบาท เพื่อตีปี๊บให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาใช้บริการพักหนี้กันล้นหลามตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้
ไอแบงก์เชื่อลูกหนี้พักเงินต้นน้อย
จากการสอบถามความพร้อมของ 4 แบงก์รัฐ ที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่มีความพร้อมเปิดให้ลูกหนี้มาลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคมนี้ เริ่มจากไอแบงก์ที่ถือว่ามีลูกหนี้ที่เข้าข่ายน้อยที่สุด นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการไอแบงก์ ระบุว่า ในวันที่ 2 พฤษภาคมนี้ ลูกหนี้ของธนาคารที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการสามารถมายื่นแสดงความจำนงได้ที่สาขาของธนาคาร 98 แห่งทั่วประเทศ โดยไม่ต้องใช้เอกสารหลักฐานใดๆ เนื่องจากเป็นลูกหนี้ที่ดีอยู่แล้วเพียงมาแสดงตัวเพื่อลงทะเบียนเข้าโครงการเท่านั้น
จากจำนวนลูกค้าที่เข้าข่ายขณะนี้มีประมาณ 3.5 พันราย มูลหนี้ 450 ล้านบาท ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับลูกค้าทั้งหมดที่มี 6.1 แสนราย เนื่องจากเงื่อนไขกำหนดให้เฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่ และยังไม่ใช่หนี้บ้าน หนี้เช่าซื้อรถและต้องไม่เป็นพนักงานบริษัทที่มีเงินเดือนประจำ จึงเข้าข่ายเฉพาะผู้มีอาชีพอิสระ เช่น พ่อค้า แม่ค้า เท่านั้นหรืออาจจะรวมสินเชื่อบัตรเครดิตสินเชื่อบุคคลของกลุ่มที่ไม่มีรายได้ประจำด้วย
“กลุ่มที่เข้าข่ายพักหนี้ปัจจุบันจะเสียอัตราดอกเบี้ยที่ 10-15% แล้วแต่ประเภทเงินกู้ ซึ่งจากการสอบถามลูกค้าเบื้องต้นพบว่ามีประมาณ 100 รายเท่านั้นที่จะขอใช้สิทธิพักเงินต้น ส่วนที่เหลือจะจ่ายเงินต้นตามปกติ แต่ก็จะได้ลดดอกเบี้ย 3% ตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป ทำให้ค่างวดที่ผ่อนต่อเดือนลดลงไป”
นายธีรศักดิ์กล่าวว่า ในส่วนของไอแบงก์มีลูกหนี้ที่เข้าข่ายน้อย จึงน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการสรุปตัวเลขการเข้าโครงการ ซึ่งหากเข้าทั้งหมดจริงก็มั่นใจว่าไม่กระทบต่อรายได้ของธนาคารมากนัก เพราะการลดดอกเบี้ยลง 3% จะทำให้รายได้หายไปเพียงปีละ 9 ล้านบาท รวม 3 ปีก็ 27 ล้านบาทหากรัฐออกให้ครึ่งหนึ่งก็จะเหลือปีละ 4.5 ล้านบาท ธนาคารสามารถบริหารลดต้นทุนจากส่วนอื่นมาทดแทนได้
ออมสินไม่หวั่นเข้าโครงการหมด
ด้านธนาคารออมสินที่มีลูกหนี้เข้าข่ายมากเป็นอันดับ 2 ประมาณ 8.46 แสนราย มูลหนี้ 6.4 หมื่นล้านบาทนั้น นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุว่า ออมสินพร้อมเปิดรับสมัครลูกหนี้เข้าโครงการตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคมนี้ ทุกสาขา หรือโทรสอบถามได้ที่เบอร์ 1115 คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการรับสมัคร 15 วัน จากนั้นจะพิจารณาคุณสมบัติและเริ่มพักหนี้ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2555 - วันที่ 31 สิงหาคม 2558 ตามมติครม. ส่วนลูกค้าที่มีสิทธิเข้าโครงการนั้น จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่กู้เงินในโครงการธนาคารประชาชน สินเชื่อห้องแถว เช่น พ่อค้าแม่ค้า หรือกลุ่มที่โอนจากหนี้นอกระบบมาอยู่ในระบบ แต่ต้องไม่ใช่ผู้มีรายได้ประจำ ซึ่งกลุ่มนี้ปัจจุบันคิดอัตราดอกเบี้ย 12-18%
"หากลูกค้าขอเข้าโครงการทั้งหมด ออมสินจะรับภาระปีละ 700 ล้านบาท หรือตลอดโครงการ 3 ปี รับภาระรวม 2,100 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่มากนักและรัฐบาลยังช่วยรับภาระครึ่งหนึ่งด้วย" นายเลอศักดิ์กล่าว
ธ.ก.ส.จูงใจลูกหนี้ไม่พักเงินต้น
ส่วนกรณีของธ.ก.ส.ที่มีลูกค้าเกษตรกรเข้าข่ายมากที่สุด 2.9 ล้านราย หรือ 80% ของฐานลูกค้าทั้งหมดนั้น นายลักษณ์ วจนานวัช กรรมการผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุว่า เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่จะกู้เงินประมาณ 2 แสนบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ที่ 7% โดยนอกจาก 2 แนวทางให้เลือกแล้ว ในส่วนของการกู้เงินใหม่เพื่อเสริมสภาพคล่องนั้น เพื่อเป็นการจูงใจให้ชำระหนี้เงินต้นต่อไป ธ.ก.ส.จะลดดอกเบี้ยเงินกู้ใหม่ให้อีก 0.5% แถมประกันชีวิตอีก 5 หมื่นบาทด้วย
ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับสภาพคล่องของธนาคาร เพราะการปรับลดดอกเบี้ยลง 3% ก็ส่งผลให้รายได้หายไปปีละประมาณ 6,000 ล้านบาทแล้ว อีกทั้ง ธ.ก.ส.ยังมีภาระต้องนำส่งเงินค่าธรรมเนียมเงินฝากอัตรา 0.47% ในอนาคตซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นปีละ 4,000 ล้านบาท จึงขอให้กระทรวงการคลังเข้ามาดูแลรวมถึงการเพิ่มทุนด้วย นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ เช่น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โครงการนาทีทองเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมลูกค้าค้างชำระให้ส่งชำระหนี้ การจูงใจให้ลูกหนี้เอ็นพีแอลที่เข้าพักหนี้เดิมเปลี่ยนมาเข้าโครงการพักหนี้ลูกหนี้ดีได้
เอสเอ็มอีแบงก์ช่วยลูกค้าบุคคล
ด้านเอสเอ็มอีแบงก์ก็ระบุว่า มีความพร้อมเปิดยื่นแสดงความจำนงเข้าโครงการพักหนี้วันที่ 2 พฤษภาคมนี้เช่นกัน โดยลูกค้าสามารถโทรสอบถามข้อมูลรายละเอียดและตรวจสอบว่ามีคุณสมบัติเข้าโครงการได้หรือไม่ ที่โทร.1357 ซึ่งธนาคารจะส่งเอสเอ็มเอสไปแจ้งลูกค้าแต่ละรายด้วย
สำหรับลูกค้าที่มีสิทธิเข้าโครงการเบื้องต้นมีประมาณ 7.8 พันรายมูลหนี้ 1.4 พันล้านบาท แต่อาจจะมีเพิ่มขึ้นของช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาอีกเล็กน้อย โดยนอกจากจะเป็นลูกค้าชั้นดีที่มีหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาทแล้ว ต้องเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น นิติบุคคลที่เป็นเอสเอ็มอีถือว่าไม่เข้าข่าย
รวมถึงลูกค้าที่ได้รับความช่วยเหลืออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนก่อนหน้านี้ถือว่าไม่เข้าข่าย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันจะอยู่ที่ 7.5% หากปรับลด 3% ก็จะเหลือเพียง 4.5%ในระยะ 3 ปีที่เข้าโครงการ โดยลูกค้าที่สนใจสามารถไปติดต่อสาขาที่กู้เงินได้ทันที เพราะมีข้อมูลการกู้เงินอยู่แล้ว โดยปัจจุบันเอสเอ็มอีแบงก์มีสาขาที่ให้บริการทั้งสิ้น 95 สาขา
----------
(หมายเหตุ : 4แบงก์พร้อมรับลูก 'พักหนี้ดี' กู้บ้าน-เช่าซื้อรถ-มนุษย์เงินเดือนหมดสิทธิ์ : รายงานพิเศษ : โดย ... ณัฐฎ์ชิตา เกิดแดง)
----------



