ข่าว

สภาเดือดส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้านชกกันวุ่น

สภาเดือดส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้านชกกันวุ่น

14 พ.ค. 2552

สภาเดือด พิจารณาเรื่องที่ครม.เสนอขอความเห็นความชอบจากรัฐสภาตามรธน. มาตรา 190 ส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ถีบ-ชกต่อย ตะ โกนด่าโต้ตอบกันหยาบคาย ต้องห้ามกันวุ่นวาย

 (14พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมร่วมรัฐสภามีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ซึ่งพิจารณาวาระที่ค้างต่อจากการประชุมเมื่อวันที่12 พ.ค.ที่ผ่านมา ในการพิจารณาร่างพิธีสารฉบับที่ 3 เพื่อแก้ไขสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,กรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศตามแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศประจำปีงบประมาณ 2552 ภายใต้แผนการก่อหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2552, ข้อเสนอผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการของไทยชุดที่ 7ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียนที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ,ความตกลงว่าด้วยการลงทุนภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจซึ่งครอบคลุมด้านต่างๆระหว่างรัฐบาลแห่งประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐเกาหลี,กรอบการเจรจาร่างพิธีสารว่าด้วยการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ผิดกฎหมาย ตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ
 
 และทันทีที่จะเข้าสู่วาระการประชุม ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยหลายคน ได้ลุกขึ้นทักท้วงกรณีที่ประธานรัฐสภาได้ให้รัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่างๆพร้อมกันว่าไม่ถูกต้อง เพราะควรเสนอและพิจารณาทีละฉบับ
 
 นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณารวมกัน 4 ญัตติ เพราะเป็นการเสนอญัตติซ้อนญัตติ ขอให้ประธานฯมีความสง่างาม ไม่อยากให้มีการส่งให้ศาลตีความ แต่ที่ผ่านมาได้ผ่ากลางในการชิงปิดประชุมแล้วนัดประชุมใหม่ เป็นการลักไก่ จึงขอให้วินิจฉัยให้ชัดเจน ถ้าจะกู้เงินให้ประชาชนเป็นหนี้ช้าลง ก็ไม่เป็นไร เราพร้อมจะมาประชุมในวันจันทร์และวันอังคาร
 
 ประธานรัฐสภา ได้ชี้แจงอ้างว่า มีบันทึกการประชุมร่วมรัฐสภาที่ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว ได้มีการพิจารณาเรื่องรวมในเนื้อหาเดียวกัน พร้อมยืนยันว่า ไม่มีใช้สองมาตรฐาน ยืนยันว่าสามารถทำได้และพร้อมจะรับผิดชอบทุกอย่าง พร้อมทั้งท้าให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการดำเนินการดังกล่าวได้
 
 ขณะที่ นายสุนัย ลุกแย้งว่า ถ้าทำผิดแล้วยังทำผิดไปเรื่อยๆ เกรงว่าไม่ได้เสียชื่อเฉพาะประธาน แต่จะติดนามสกุลท่านไปด้วย ชิดชอบ หรือชอบใช้ กรรมของท่าน เป็นเรื่องของท่านลักไก่ พวกเราเห็นว่า ถ้าทำผิดกฎหมาย ไม่ยึดหลักกฎหมาย ไม่มีนิติรัฐ เพราะสิ่งที่ 6 ประเทศอาเซียน ที่ไม่ร่วมประชุมเพราะไม่มั่นใจกับรัฐบาล ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องดำเนินคดีกับเสื้อแดง เพราะเสื้อเหลืองทำผิดก็ไม่ดำเนินคดี จะต้องตัดเท้าให้ตรงกับเกือก ขอให้ประธานฯทบทวนในการพิจารณาด้วย
 
 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าการที่ประธานให้นำมาพิจารณารวมกัน เป็นการกระทำผิดข้อบังคับการประชุม ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าไม่แก้ไข ก็จะมีปัญหา ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้เป็นโมฆะจะต้องแก้ไขเพราะไม่เช่นนั้น อาจส่งตีความ ส่วนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ลุกเสนอให้ถอนออกไปก่อน แล้วเสนอกลับมาใหม่
 
 ทั้งนี้ก่อนที่จะดำเนินการประชุมต่อไป นายชัย ได้ขอเช็คองค์ประชุม พร้อมเรียกร้องขอให้สมาชิกเข้าห้องประชุม นายสุนัยได้ย้ำว่าเรื่องนี้ ฝ่ายค้าน คงไม่ร่วมสังฆกรรมเพราะไม่อยากร่วมกระทำผิดในเรื่องนี้ จึงขอทำหน้าที่เพียงช่วยชี้แจงเท่านั้น ช่วงที่รอการเช็คองค์ประชุม นายสมคิด ได้ขออนุญาตเดินตรวจเพราะกลัวจะมีการกดบัตรแทน ทำให้นายชัย ไม่อนุญาตพร้อมบอกว่า เป็นครูบาอาจารย์ ควรจะมีมารยาทบ้าง
 
 ระหว่างที่มีการกดบัตรลงแสดงตน ได้เกิดความวุ่นวาย เมื่อนายสมคิดกล่าวจบ นาย ประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นตะโกนด่า “ ไอ้เหี้ย สัตว์ ” และกวักมือเรียกให้นายสมคิดซึ่งนั่งอยู่ในซีกของฝ่ายค้านให้ข้ามมาตรวจสอบการเสียบบัตรของตัวเองด้วย ซึ่งนายสมคิดก็เดินปรี่เข้ามาหาพร้อมใช้คำพูดหยาบคายด่าตอบโต้กันไปมาลั่นห้องประชุม ขณะเดียวกันนาย อภิชาติ สุภาแพ่ง ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ที่นั่งอยู่ในใกล้กับนายประมวลก็ลุกขึ้นปรี่เข้ามาชกและถีบนายสมคิดทันที ท่ามกลาง ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมากรวมทั้งนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล ต้องรีบลุกขึ้นมาห้ามปรามและแยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน
 
 ขณะที่นายชัย ชิดชอบ เองก็พยามยามขอร้องให้ทุกคนอยู่ในความสงบและขอให้ทุกคนเสียบบัตรแสดงตนอีกครั้ง โดยนายสมคิด บาลไธสง ที่เดินกลับไปนั่งที่ของตัวเองแล้ว ก็ลุกขึ้นกวักมือเรียกนายประมวล มาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งกล่าวว่า “มาเลย ผมไม่กลัว” ทำให้ประธานได้ขอร้องให้ทุกฝ่ายยุติ
 
 จากนั้น ในที่ประชุมลงมติเห็นชอบกับร่างพิธีสารฉบับที่ 3 เพื่อแก้ไขสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเสียง 287 ต่อ 0 งดออกเสียง 8 ไม่ลงคะแนน 12 ทำให้ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทักท้วงเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง โดยผู้แสดงตนอยู่ในการลงมติ 307 เสียง  และมี ส.ส.หลายคนลุกขึ้นทักท้วง จนประธานฯเห็นท่าไม่ดี จึงต้องสั่งปิดการประชุม 5 นาที