ข่าว

สมอ.ก้าวสู่ปีที่44เน้นความรวดเร็ว

สมอ.ก้าวสู่ปีที่44เน้นความรวดเร็ว

28 เม.ย. 2555

สมอ.ก้าวสู่ปีที่ 44 เน้นความรวดเร็ว - พัฒนามาตรฐานใหม่ๆ รองรับสังคมที่เปลี่ยนแปลง : สัมภาษณ์พิเศษ

          ในโลกปัจจุบัน เรื่อง "มาตรฐาน" ครอบคลุมทุกๆ ด้านของชีวิตประจำวัน เช่น ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ภาคบริการต่างๆ เช่น บริการทางการเงิน บริการการท่องเที่ยว บริการด้านการแพทย์และสุขภาพ เรื่องไอที การสื่อสาร แม้กระทั่งรหัสบัตรเครดิต ยังต้องมีมาตรฐาน ชีวิตประจำวันจำเป็นต้องมี "มาตรฐานอ้างอิง" เพื่อให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่น และไว้วางใจในสิ่งที่เลือกซื้อ หรือเลือกรับบริการ

          สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ที่ครบรอบวันสถาปนาปีที่ 43 ไปเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2555 เป็นหน่วยงานหลักที่ดูเรื่องมาตรฐานสินค้าและบริการในประเทศไทย ภายใต้การกำกับดูแลของ ชัยยง กฤตผลชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) กล่าวถึงขอบข่ายการทำงานของ สมอ. ว่า เครื่องหมาย "มอก." ที่ติดไว้รับรองมาตรฐานของสินค้าและบริการในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้าในอดีตนั้น ต่อมากลายเป็นเครื่องมือการค้าระหว่างประเทศ ช่วยให้ประชาชนเลือกใช้สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะยุคการค้าเสรีเช่นปัจจุบัน การมีเครื่องหมายรับรองคุณภาพแสดงที่ตัวสินค้า หรือบริการ จะทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น ในประเทศไทย แนวทางการกำหนดมาตรฐานด้านต่างๆ อิงมาตรฐานสากลระหว่างประเทศ เพื่อให้การมาตรฐานของเป็นที่ยอมรับในวงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ISO, IEC หรือ UNECE ที่ต้องทำตามเกณฑ์มาตรฐาน และกติกาของ WTO นอกจาก สมอ.จะทำหน้าที่พัฒนา และให้การรับรองเรื่องมาตรฐานต่างๆ แล้ว อีกหน้าที่สำคัญคือ การดูแลคุ้มครองให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมในเรื่องเกี่ยวกับมาตรฐาน 

          "สำหรับนโยบายหลักของ สมอ. ในปี 2555 เป็นการทำต่อเนื่อง โดยจะทำให้เร็วขึ้น มีแผนแม่บทที่ได้มาจากการรับฟังความเห็นของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็น ทำให้รับรู้ว่า แต่ละฝ่ายต้องการมาตรฐานเรื่องใด ทาง สมอ.พยายามพัฒนามาตรฐานนั้นขึ้นมา เรื่องกระบวนการออกใบอนุญาต ที่มีเสียงบ่นว่าช้า เราจะพยายามทำให้เร็วขึ้น โดยให้หน่วยงานภาคเอกชนที่มีความสามารถเข้ามารับงานประเมิน แล้วนำผลนี้มาให้ สมอ. พิจารณาออกใบอนุญาต และเร่งผลักดันเรื่องมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) เพราะเมืองไทยมีสินค้าชุมชนจำนวนมาก เราจึงพยายามพัฒนาให้ชุมชนมีวิธีการผลิตสินค้าจากภูมิปัญญาในท้องถิ่น ผนวกกับวิชาการที่ สมอ.แนะนำ ช่วยกันยกระดับคุณภาพสินค้าชุมชนให้ดียิ่งขึ้น สามารถเติบโตเป็น SMEs ได้ นำรายได้เข้าชุมชนและประเทศได้มากขึ้นด้วย ปี 2552-2554 มีผู้ผลิตสินค้าชุมชน รับ มผช.ไปแล้วถึง 11,877 ราย ครอบคลุมสินค้าชุมชนหลายประเภท นอกจากนี้ จะพัฒนามาตรฐานใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม" 

          สำหรับ ระบบการจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management / BCM) เลขาธิการ สมอ. อธิบายว่า เป็นมาตรฐานด้านระบบบริหารจัดการอย่างหนึ่ง ขณะนี้คนไทยคุ้นเคยกับ ISO 9000, 14000 ซึ่งเป็นมาตรฐานระบบการจัดการเหมือนกัน เพียงแต่เน้นในแต่ละด้าน เช่น ISO 9001 เน้นการจัดการคุณภาพ ISO 140001 เน้นการจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ISO 18000 เน้นเรื่องความปลอดภัยด้านอาชีวอนามัย ฯลฯ แต่มาตรฐาน BCM เกิดขึ้นเพราะมองเห็นว่า ปัจจุบันความผันผวนเกิดขึ้นมาก ทั้งจากภัยธรรมชาติ ภัยจากมนุษย์ ทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก และบางครั้งยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปทั้งระบบอุตสาหกรรม สมอ. จึงนำระบบมาตรฐานนี้เข้ามา เพื่อให้องค์กรใส่ใจกับการประเมินความเสี่ยงขององค์กร แล้วหาวิธีบริหารจัดการ เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างไม่สะดุด 

          "ธุรกิจที่จะขอการรับรองตามมาตรฐาน BCM ต้องประเมินว่า มีความเสี่ยงอะไรที่จะทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก แล้วลำดับว่า สิ่งใดมีความเสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย และวางแผนปฏิบัติว่า ถ้าเกิดเรื่องนี้เหล่านี้ขึ้นจะจัดการอย่างไร ทั้งในด้านนโยบาย การระดมทรัพยากรของบริษัท และระบบการบริหารจัดการ และสมมุติถ้าธุรกิจต้องหยุด จะหยุดได้นานที่สุดเท่าไหร่ ถึงจะไม่กระทบต่อลูกค้า หรือกระทบน้อยที่สุด ที่สำคัญต้องมีการฝึกซ้อมแผนนั้นด้วย เรียกว่า Best Continuity Plan (BCP) ซึ่งขณะนี้ สมอ.ได้กำหนดมาตรฐาน BCM เสร็จเรียบร้อยแล้ว จัดฝึกอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจในข้อกำหนด และแนวทางการจัดระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCM) ให้แก่ผู้สนใจ โดยหัวใจสำคัญของมาตรฐาน BCM คือ ทำอย่างไรที่องค์กรจะสร้างความตระหนักในเรื่องเหล่านี้ให้เกิดขึ้นกับบุคลากรขององค์กรทุกระดับ ให้เป็น DNA ของคนในองค์กร"

          เลขาธิการ สมอ. พูดถึงเรื่องมาตรฐานสินค้ากับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ว่า สมอ. รับหน้าที่เป็นผู้แทนประเทศไทยในคณะกรรมการที่ปรึกษาว่าด้วยมาตรฐานและคุณภาพของอาเซียน มีหน้าที่ดูแลเรื่องมาตรฐาน ตั้งแต่เรื่องว่าแต่ละประเทศในอาเซียนจะปรับมาตรฐานเข้าหากันอย่างไร จะมีวิธีการตรวจสอบ การรับรอง และยอมรับร่วมกันอย่างไร นั่นคือ ถ้าตรวจรับรองจากประเทศหนึ่ง โดยหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว เมื่อสินค้ามาเข้าอีกประเทศหนึ่ง ไม่ต้องตรวจสอบซ้ำ นำผลมาออกใบอนุญาตในอีกประเทศได้ทันที โดยทั้ง 7 กลุ่มสินค้าในอาเซียน จะมีการปรับมาตรฐานเข้าหากัน ยอมรับซึ่งกันและกัน ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน ยางและผลิตภัณฑ์ยาง อาหารสำเร็จรูป เครื่องมือแพทย์ สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง สมอ. รับผิดชอบ 3 กลุ่ม คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน และยางและผลิตภัณฑ์ยาง 

          "ผมมองว่า สินค้าไทยอยู่ในระดับผู้นำ เพราะดูกันตามจริง อย่าง ยานยนต์และชิ้นส่วน ไทยเป็นผู้นำอยู่แล้ว ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ก็ใช้มาตรฐานสากล ผมเชื่อมั่นว่า มาตรฐานของสินค้าไทยไม่น่าจะมีปัญหา เพียงแต่ถ้ามองด้านการลงทุน นับจากนี้จะขึ้นอยู่กับผู้ลงทุนแล้วว่า จะเลือกไปตั้งโรงงานที่ไหน สิ่งที่ สมอ.พยายามทำอยู่ขณะนี้ คือ สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อพร้อมให้บริการตรวจสอบ ทดสอบ ให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม"

          ส่วนเรื่องมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและธุรกิจนั้น เลขาธิการ สมอ. กล่าวว่า ในแง่ของธุรกิจ ผู้ประกอบการสมัยใหม่เข้าใจดีว่ามาตรฐานเป็นเรื่องที่ช่วยยกระดับธุรกิจไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้น แต่ยังมีผู้ประกอบการบางส่วนมองว่า เป็นค่าใช้จ่าย เป็นต้นทุน ความจริงเรื่องนี้ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ ถ้าไม่ทำก็เหมือนกับการพูดคนละภาษา “มาตรฐาน” เป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพ และช่วยเสริมมูลค่าการตลาด ถือเป็นเครื่องมือที่ยั่งยืน เพราะมาตรฐานต่างๆ กว่าจะคิดขึ้นมา ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองมาอย่างดีแล้ว เพียงนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม และเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น 

          ในส่วนผู้บริโภค การจะซื้ออะไรสักอย่าง ควรต้องดูข้อมูลที่มาพร้อมกับสินค้า ถ้าสินค้าไม่มีฉลาก ไม่ควรซื้อ อย่างน้อยต้องดูว่า ผลิตภัณฑ์นี้ คืออะไร มีใครรับรองไหม รับรองด้วยมาตรฐานอะไร สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะสร้างหลักประกัน เมื่อจะซื้อสินค้า อย่าคิดว่า ซื้อถูกๆ จ่ายเงินน้อยๆ เพราะความจริงเป็นการสิ้นเปลืองมาก ความคงทนไม่มี และถ้าเกิดปัญหาเกิดความเสียหาย คุณจะหาใครมารับผิดชอบ ผลกระทบมันจะเกิดขึ้นเยอะ ไม่คุ้มเลยครับ"

 

----------

 

          "ในส่วนผู้บริโภค การจะซื้ออะไรสักอย่าง ควรต้องดูข้อมูลที่มาพร้อมกับสินค้า ถ้าสินค้าไม่มีฉลาก ไม่ควรซื้อ อย่างน้อยต้องดูว่า ผลิตภัณฑ์นี้ คืออะไร มีใครรับรองไหม รับรองด้วยมาตรฐานอะไร สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะสร้างหลักประกัน เมื่อจะซื้อสินค้า อย่าคิดว่า ซื้อถูกๆ จ่ายเงินน้อยๆ เพราะความจริงเป็นการสิ้นเปลืองมาก"

 

----------

(หมายเหตุ : สมอ.ก้าวสู่ปีที่ 44 เน้นความรวดเร็ว - พัฒนามาตรฐานใหม่ๆ รองรับสังคมที่เปลี่ยนแปลง : สัมภาษณ์พิเศษ)

----------