ข่าว

เปิดใจผู้นำท้องถิ่น:พัฒนาเมืองหน้าด่านสู่อินเตอร์

เปิดใจผู้นำท้องถิ่น:พัฒนาเมืองหน้าด่านสู่อินเตอร์

28 เม.ย. 2555

พัฒนาเมืองหน้าด่านสู่อินเตอร์ ภารกิจ 'เกซา เบญจคาร' : คอลัมน์ เปิดใจผู้นำท้องถิ่น

พัฒนาเมืองหน้าด่านสู่อินเตอร์ ภารกิจ 'เกซา เบญจคาร' : คอลัมน์ เปิดใจผู้นำท้องถิ่น

          ความเจริญที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ด่านนอกชายแดนไทย-มาเลเซีย ทำให้ท้องถิ่นอย่างเทศบาลตำบลสำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา ต้องทำงานหนักโดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งในรูปโรงแรม สถานบันเทิง ฯลฯ ขณะเดียวกันก็ได้เร่งแก้ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น อาทิ ยาเสพติด เยาวชน ซึ่งทั้งหมดนี้ภายใต้เม็ดเงินที่จำกัด ทำให้ เกซา เบญจคาร นายกเทศมนตรีตำบลสำนักขาม เร่งประสานหน่วยเหนือของบประมาณเพื่อพัฒนาโครงการต่างๆ
          นายกเกซา บอกว่า ตำบลสำนักขามได้แยกออกจากตำบลสำนักแต้ว อ.สะเดา เมื่อปี 2531 มติที่ประชุมสภาตำบลได้ตั้งชื่อตำบลโดยกำหนดเอาพื้นที่ศูนย์พัฒนาตำบลตั้งอยู่ คือบ้านสำนักขาม ซึ่งเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไปเป็นที่ตั้งที่ทำการสภาตำบลสำนักขาม ต่อเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2539 ได้ยกฐานะจากสภาตำบล เป็นองค์การบริหารส่วนตำบลสำนักขาม และ 10 ปีหลังจากนั้นในเดือนมีนาคม ปี 2549 ก็ได้ยกฐานะจากองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นเทศบาลตำบลสำนักขาม ถนนกาญจนวนิช ต.สำนักขาม ห่างที่ว่าการอำเภอ.สะเดา 3 กม. ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 140.06 ตร.กม. หรือ 73,807.25 ไร่ 
          "เทศบาลได้รับงบปีละ 65 ล้านบาท เกือบทั้งหมดเป็นงบใช้จ่ายประจำ เหลืองบพัฒนาโครงการต่างๆ เพียงปีละ 5-6 ล้านบาท เราจึงหวังพึ่งกรมส่งเสริมการปกครอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าด่านนอกที่เติบโตอย่างรวดเร็วส่งผลให้เทศบาลต้องวิ่งตามหลัง อีกทั้งมีปัญหาตามมา เช่นขยะ ซึ่งต้องนำไปทิ้งที่เทศบาลเมืองสะเดา ต้องจ่าย กก.ละ 40 สตางค์ เดือนหนึ่งในพื้นที่มีขยะกว่า 400 ตัน เทศบาลต้องจ่าย 3 แสนบาททุกเดือน" นายกเกซาแจง
          พร้อมยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากงบประมาณที่จำกัด จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ เพราะเทศบาลเป็นเมืองหน้าด่าน และด้วยพื้นที่กว่า 140 ตร.กม.ถือว่าค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับงบพัฒนาเพียง 5-6 ล้านบาท ซึ่งการจะพัฒนาโครงการใหญ่ๆ เป็นเรื่องยาก ทว่าปัญหาเฉพาะหน้าคือการปราบปรามยาเสพติด และการติดตั้งกล้องซีซีทีวี เทศบาลจึงต้องของบไปกับกรมส่งเสริมการปกครอง
          "เราไม่ได้มีปัญหายาเสพติดอย่างที่เป็นข่าว เราเป็นเมืองชายแดน เมื่อมียาเสพติดมาจากที่อื่น พอมาจับได้ที่ด่านนอกก็คิดว่าพื้นที่เรามีปัญหา ตรงกันข้ามเทศบาลได้จัดกิจกรรมรณรงค์ให้เยาวชนห่างไกลยาเสพติดบ่อยครั้ง อีกทั้งคาราโอเกะ สถานบันเทิง ก็มีกฎห้ามเยาวชนเข้าเด็ดขาด ซึ่งสถานประกอบการต่างให้ความร่วมมืออย่างดี เพราะเขารู้ว่าหากเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องจะเกิดปัญหา เขาจึงเน้นไปที่นักท่องเที่ยว"
          ส่วนกล้องซีซีทีวี นายกเกซา บอกว่า ไม่คิดว่าเหตุการณ์ไม่ดีจะเกิดขึ้นในพื้นที่ แต่เพื่อไม่ประมาทป้องกันไว้ก่อนดีกว่า อีกทั้งช่วยแก้ปัญหาลักขโมยซึ่งจะละเลยไม่ได้ เพราะด่านนอกวันนี้เป็นเมืองท่องเที่ยว ในฐานะที่ตนทำหน้าที่นายกมา 3 สมัย หวังจะพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นเมืองเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน อาหารอร่อย ปลอดภัย และสะอาด ซึ่งถือเป็นนโยบายของเมืองหน้าด่าน เมืองท่องเที่ยว
          "สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นคือการพัฒนาด่านนอกให้เป็นประตูทองของภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลควรจัดการให้ทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เข้ามาสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ การเข้าออกจึงควรสะดวก ทุกวันนี้การตรวจพาสปอร์ตต้องเข้าแถวยาวเหยียด รอหลายชั่วโมง เรื่องการเปิดด่านมีการพูดกันมานานแต่ก็ยังสรุปไม่ได้"
          นายกเกซา ยอมรับเรื่องการเปิดด่านมีปัญหาว่า มี 2 ประเด็น คือด่านสินค้าที่มีการเพิ่มพื้นที่จากเดิมเป็น 720 ไร่ แต่ที่ดินดังกล่าวเจ้าของไม่ยอมรับเงินเวนคืนเนื่องจากราคาต่ำ ซึ่งเทศบาลได้เข้าไปพูดคุยเพื่อหาทางออกแต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เช่นเดียวกับโครงการขยายด่านเดิมจากพื้นที่ 1 ไร่เศษ ขณะนี้ได้จ่ายค่าชดเชยในที่ดินจำนวน 18 ไร่ แก่ชาวบ้านเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบ พร้อมเพิ่มพื้นที่สาธารณะอีก 6 ไร่เป็นลานจอดรถ
          "อยากให้ปรับปรุงถนนกาญจนวนิชที่เชื่อมต่อกับด่านด้วย เพราะมีปัญหาจราจรติดขัดมาก ง่ายๆ คือย่อเกาะกลางถนนให้แคบลงเพื่อเพิ่มเส้นทางการจราจร จะช่วยแก้ปัญหาได้มากและใช้งบไม่สูง" 
          ทั้งหมดนี้ นายกเกซา บอกว่า เพื่อสร้างความประทับใจแรกแก่นักท่องเที่ยวในฐานะเมืองหน้าด่าน
----------
(หมายเหตุ : พัฒนาเมืองหน้าด่านสู่อินเตอร์ ภารกิจ 'เกซา เบญจคาร' : คอลัมน์ เปิดใจผู้นำท้องถิ่น)
----------