
'ในหลวง-ราชินี'เสด็จฯวังสระปทุม
"ในหลวง ราชินี" ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาฯ ภายในวังสระปทุม
เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 27 เมษายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินลงจากที่ประทับชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช โดยมีท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม ตามเสด็จด้วย การนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ รศ.นพ.ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน ผอ.โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เข็นรถพระที่นั่งถวาย พร้อมด้วย ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร คณบดีแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณะแพทย์พยาบาลตามเสด็จ
โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์สูทสีฟ้าทับเชิ้ตสีฟ้าขาว พระสนับเพลาสีดำ ฉลองพระบาทสีดำ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ฉลองพระองค์สีบานเย็น จากนั้นประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์จากอาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ไปยังพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ภายในวังสระปทุม เพื่อทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พร้อมด้วยคณะกรรมการ มูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเข้าหอนิทรรศการ ทอดพระเนตรวีดิทัศน์พระราชประวัติสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทอดพระเนตรนิทรรศการและวีดิทัศน์ชุด“บรมกษัตริย์วัฒนสถาน” สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็นพระราชธิดาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 10 กันยายน พุทธศักราช 2405 ได้รับพระราชทานพระนามว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สนองพระเดชพระคุณเป็นพระภรรยาเจ้า ด้วยทรงรอบรู้การงานในราชสำนักและ ขนบธรรมเนียมราชประเพณีทั้งปวง
มีพระราชโอรสธิดารวม 8 พระองค์ ที่เจริญพระชนมายุ ได้แก่ สมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดี เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย กรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ์ สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิราภรณ์โสภณ และสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สนพระราชหฤทัยและทรงสนับสนุนกิจการงานต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา การแพทย์ การสาธารณสุข ทรงริเริ่มให้มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่นำเกวียนบรรทุกยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ออกไปดูแลรักษาประชาชนในท้องที่ห่างไกล ทรงมีส่วนช่วยริเริ่มจัดตั้งสภาอุณาโลมแดง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นสภากาชาดสยามและสภากาชาดไทย พระราชทานพระราชทรัพย์จำนวนมากทำนุบำรุงจนเป็นปึกแผ่นมั่นคง และทรงดำรงตำแหน่งสภาชนนี สภาอุณาโลมแดง และต่อมาทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกา สภากาชาดสยาม นานถึง 35 ปี สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สวรรคต ณ วังสระปทุม เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พุทธศักราช 2498 ขณะพระชนมายุ 93 พรรษา 3 เดือน 7 วัน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เเละสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปพระตำหนักใหญ่ ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชปรารภว่าพระตำหนักใหญ่และวังสระปทุมเป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์พระราชวงศ์และประวัติศาสตร์ไทย ควรที่จะจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งศึกษาและเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
จากนั้นทอดพระเนตรห้องแสดงต่างๆ เริ่มด้วยห้องรับแขก ห้องนี้ในวันพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าโปรดให้จัดเป็นที่รับรองเจ้านาย นายกรัฐมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ผนังกลางห้อง มีพระฉายาสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และพระราชโอรสธิดา ทอดพระเนตรห้องพิธี ห้องนี้สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงใช้จัดงานพิธีต่างๆ เช่น การบำเพ็ญพระราชกุศลและเป็นห้องเสวยในโอกาสพระราชทานเลี้ยง เช่น ในวันคล้ายวันพระราชสมภพวันที่ 10 กันยายน งานพระราชพิธีสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในห้องนี้ คือเป็นสถานที่จดทะเบียนราชาภิเษกสมรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส เมื่อวันที่ 28 เมษายน พุทธศักราช 2493 และเมื่อ 30 ปีก่อนหน้านั้น สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนี ก็ทรงรับพระราชทานน้ำพระมหาสังข์จากพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในห้องนี้เช่นกัน
ทอดพระเนตรนิทรรศการ“ยุววัฒน์รัชกรณีย์” ที่มูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าจัดขึ้น เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 และเพื่อเผยแพร่พระราชประวัติและพระราชจริยาวัตรอันเกี่ยวเนื่องด้วยวังสระปทุม แบ่งเนื้อหาเป็น 3 ส่วน ได้แก่ส่วนที่ 1 พระราชประวัติขณะทรงพระเยาว์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนีกลับจากสหรัฐอเมริกามาประทับ ณ วังสระปทุมเมื่อปี 2471 ส่วนที่ 2 พระราชประวัติเมื่อเสด็จนิวัติประเทศไทยปี 2493 และโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงถวายน้ำพระพุทธมนตร์ เทพมนตร์ ณ พระตำหนักใหญ่วังสระปทุม
และส่วนที่ 3 พระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงกตัญญู เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเยี่ยมสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ วังสระปทุมอยู่เป็นนิจ จวบจนปัจจุบันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานวังสระปทุมให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และพระราชทานพระราชดำริให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำเนินการจัดตั้ง “พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยาเจ้า”ขึ้น เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่ทรงมีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อพระบรมราชจักรีวงศ์และต่อชาวไทยตลอดพระชนม์ชีพ
ต่อจากนั้นเสด็จฯ ขึ้นชั้นบนทรงเข้าห้องนมัสการที่มีพระพุทธรูป พระบรมฉายาลักษณ์ และพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงใช้เป็นห้องพระบรรทมและในช่วงปลายพระชนม์ชีพสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จสวรรคตในห้องนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูป และทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะหน้าพระบรมรูปสมเด็จพระบรมราชบูรพการี
และเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรห้องสมเด็จพระบรมราชชนกหรือห้องเทา ห้องนี้สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงจัดให้เป็นห้องบรรทมของสมเด็จพระบรมราชชนก เมื่อทรงดำรงพระอิสสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช พระราชโอรส ครั้งเสด็จกลับจากทรงศึกษาวิชาทหารเรือ ณ ประเทศเยอรมนี เมื่อปี 2457 ขณะยังไม่ทรงเสกสมรส และเมื่อทรงเสกสมรสแล้ว ในปี 2466 ได้เสด็จกลับมาประทับอีกครั้งพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนีและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ขณะมีพระชนมายุเพียง 9 เดือน สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงยกพระตำหนักนี้ให้ครอบครัวของสมเด็จพระราชโอรสประทับเป็นเวลานานถึงปีกว่า ส่วนพระองค์เองเสด็จไปประทับที่พระตำหนักเขียวริมคลองแสนแสบ ต่อจากห้องพระบรรทมมีห้องทรงพระอักษรของสมเด็จพระบรมราชชนก สมเด็จพระบรมราชชนกโปรดทรงพระอักษร จึงทรงสะสมหนังสือสาขาวิชาต่างๆที่ทรงศึกษาไว้มากมายทั้งวิชาการแพทย์ สาธารณสุข กิจการทหารเรือ ทั้งภาษาอังกฤษ เยอรมันและภาษาไทย นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์และการแพทย์ ที่ใช้ทรงงาน ห้องทรงพระสำราญ มีพระเก้าอี้ที่ประทับประจำ โต๊ะทรงพระอักษรมีพระฉายาลักษณ์ เอกสาร และสิ่งของที่ทรงใช้เป็นประจำเพื่อบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันทรงคุณ ประโยชน์ต่อชาติและประชาชน เช่น กิจการด้านสภากาชาด และพระฉายาลักษณ์พระราชโอรสธิดาและพระราชนัดดา
ต่อจากนั้น ทอดพระเนตรห้องพระบรรทมสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระแท่นหรือเตียงนอนเป็นพระแท่นองค์เดิม ซ่อมแซมใหม่ โต๊ะทรงพระสำอาง ฉลองพระองค์ที่ทรงในช่วงท้ายของพระชนม์ชีพ ฉลองพระบาท และมีพระฉายาลักษณ์ ของพระราชโอรสธิดา พระราชนัดดาและพระสุณิสา ช่วงปลายพระชนม์ชีพสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าโปรดที่จะประทับที่พระเฉลียงชั้นบนหน้าห้องทรงนมัสการ ซึ่งจัดเป็นห้องพระบรรทม บริเวณนี้เป็นที่ประกอบพระราชกรณียกิจสำคัญสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ คือ การพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะที่หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ด้วย



