
วิกฤติยิ่งกว่าคลิปโป๊
วิกฤติยิ่งกว่าคลิปโป๊ : ต่อปากต่อคำ โดย ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]
เห็นภาพความพยายามชิงลำหักลำโค่นระหว่างสมาชิกรัฐสภาหลายฝักฝ่ายแล้วไม่ค่อยน่ายินดีนัก ไม่ต่างกับการมุ่งบรรลุเป้าหมายโดยไม่สนใจวิธีการ (end justifies the means) แบบเดียวกับที่ แมคเคียเวลี (Machiavelli) กุนซือผู้มีอำนาจในประเทศอิตาลีเมื่อหลายร้อยปีก่อนเคยให้คำแนะนำหลักการปกครองให้แก่ผู้นำในยุคกลางของยุโรป แต่บางทีความคิดพรรค์นี้อาจนำพาองค์กรไปสู่สภาวะ “วิกฤติศรัทธา” ของคนในสังคมแบบทันตาเห็น
ท่านที่ไม่เชื่ออาจเถียงว่า “ถ้าไม่เปิดโปงไม่แฉออกมาให้เห็นดำเห็นแดง มัวแต่ลักปิดลักเปิดกล้าๆ กลัวๆ น่าจะยิ่งเป็นเหตุให้องค์กรเสื่อมลงยิ่งกว่า อันนี้มีส่วนจริง” แต่ในส่วนที่ผมต้องการสื่อให้คนส่วนใหญ่เข้าใจตรงกันอยากให้ขบคิดกันว่าถ้าเรื่องอะไรยังไม่มีข้อมูลหลักฐานเพียงพอพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำผิดจริงแบบ “ดื้อตาใสไปไม่เป็น” ก็ไม่อยากให้เอาเป็นเอาตายถึงกับมาตีแผ่สาวไส้ฟ้องสื่อมวลชนให้เป็นข่าวอึกทึกครึกโครม
เพราะของแบบนี้ ทั้งคนที่เปิดประเด็นและคนที่กลายเป็น “ข่าว” โดยไม่รู้ตัว ล้วนโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ฝ่ายเปิดประเด็นก็อาจถูกตั้งคำถามว่า พวกท่านกำลังนำพาองค์กรไปสู่วิกฤติศรัทธาของประชาชนหรือเปล่า ความจริงองค์กรที่มีปัญหาวิกฤติศรัทธาคล้ายๆ กัน อย่าง “องค์กรตำรวจ” พวกเราคงเคยได้ยินได้ฟังข่าวคราว ตำรวจหลายชั้นยศที่ออกมาตีโพยตีพาย ออกมาแฉเรื่องโน้นเรื่องนี้ เหมือนราดน้ำมันเผาเรือนตัวเอง เพราะสังคมส่วนหนึ่งก็ตั้งคำถามว่า เรื่องไม่ดีไม่งามของตำรวจเกิดขึ้นมานมนาน ใครๆ ก็รู้กันทั่ว ทำไมแต่ก่อนแต่ไรไม่ใส่ใจไม่ถือสาหาความ พอเรื่องกระทบถึงตัวค่อยออกมาป่าวประกาศ ร้องเรียกหาความเป็นธรรม
คนลักษณะนี้ในวงการตำรวจเขารู้จักกันดี พอถึงโอกาสจะโยกย้ายเมื่อวิ่งเต้นไม่ได้ก็ร้อง ทั้งร้องต่อสื่อ ทั้งร้องต่อคณะกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของภายในและภายนอกองค์กรให้สับสนอลหม่าน พอรัฐสภาเกิดปัญหาอื้อฉาว ผมเองมิได้กระโจนร่วมวงประณามหยามเหยียดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเลยตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะประสบการณ์สอนให้รู้ว่า ก่อนจะเชื่ออะไรต้องสืบสาวราวเรื่องให้แน่ชัดหมดกระแสแห่งความสงสัย
วิกฤติศรัทธาของรัฐสภาไทยมิใช่เพิ่งเกิดขึ้นเพราะสื่อไปจับภาพ ส.ส. นั่งดูภาพโป๊เปลือย หรือกดบัตรแทนกันเท่านั้น แต่สิ่งที่ประชาชนรู้สึกเสื่อมศรัทธามากยิ่งกว่า คือ ข้อกล่าวหาหรือคำพูดที่ว่ากันว่า “เงินซื้อได้ทุกอย่าง” หรือ “ทุกอย่างแพ้อำนาจเงิน” ฟังดูเหมือนเป็นความเคยชิน เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่มันก็เกิดขึ้นกับทุกองค์กร แต่สำหรับรัฐสภาไทยด้วยคนเพียงห้าร้อยคน ถ้ารวมวุฒิสภาอีกร้อยกว่าเบ็ดเสร็จราวๆ เจ็ดร้อยคน ถ้าซื้อได้จริง ผมว่าราคาค่างวดความมั่นคงของประเทศนี้ช่างถูกเหลือเชื่อ ถ้าไม่โทษคนไทยด้วยกัน ก็อาจหาเรื่องโทษต่างชาติต่างภาษาที่เขาหันมาล่าอาณานิคมสมัยใหม่ด้วยวิธีประหยัดและฟาสต์แทร็ก ด่วนเร็วทันใจไม่ต้องรบพุ่งให้เสียเวลาเปลืองทรัพยากร แค่ซื้อคนออกกฎหมายได้เกินครึ่งสภา ให้ออกกฎหมายเอื้อประโยชน์กับตัวเอง ประเทศนี้ก็อยู่ในกำมือได้สบายๆ เรื่องพวกนี้ช่างน่ากลัวและน่าจะเป็นเรื่องวิกฤติมากกว่าอะไรที่ท่านทั้งหลายกำลังร้องตะโกนผ่านสื่อในวันนี้



