ข่าว

เหล็กวิลาศหรือจะสู้ตะปูควง

เหล็กวิลาศหรือจะสู้ตะปูควง

27 เม.ย. 2555

เหล็กวิลาศหรือจะสู้ตะปูควง : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

             ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2500 พรรคเสรีมนังคศิลา ส่งผู้สมัครในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดพระนครในเวลานั้น จำนวน 9 คน มีชื่อเรียกให้คล้องจองกันว่า“พิบูล เวชยันต์ บริภัณฑ์ ลัดพลี พรหมโยธี บัญญัติ สวัสดิ์ เดช รักษ์” พิบูล ก็คือหลวงพิบูลสงคราม หรือ จอมพล ป.พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรี, เวชยันต์ คือพระเวชยันต์รังสฤษฏ์ (พล.อ.ท.มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฏ์)รองนายกรัฐมนตรี, บริภัณฑ์ คือ พระบริภัณฑ์ยุทธกิจ (พล.อ.เภา เพียรเลิศ บริภัณฑ์ยุทธกิจ)รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง, ลัดพลี คือพระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม, พรหมโยธี คือหลวงพรหมโยธี (พล.อ.มังกร พรหมโยธี) รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ, บัญญัติ คือ พล.ท.บัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม, สวัสดิ์ คือ พล.อ.หลวงสวัสดิ์สรยุทธ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม, เดช คือหลวงเดชประติยุทธ (พล.อ.เดช เดชประติยุทธ) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรักษ์ คือ รักษ์ ปันยารชุน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นบรรดาผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองของไทยในเวลานั้น และเป็นเหล่าคีย์แมนของพรรคเสรีมนังคศิลา ซึ่งนิสัยชอบพูดอะไรคล้องจองแบบนี้ ครั้งหนึ่งเมื่อนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัครผู้แทนราษฎรแข่งขันกับ พ.ต.วิลาศ โอสถานนท์ นายควงก็ได้ใช้สโลแกนข่มขวัญคู่ต้อสู้ว่า “เหล็กวิลาสหรือจะสู้ตะปูควง”
 
             สภาพทั่วไปของบ้านเมืองในเวลานั้น นอกจากรัฐบาลที่มีจอมพลป. พิบูลสงคราม เป็นผู้นำจะมีอำนาจและความเข้มแข็งอย่างมากแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยนักเลงอันธพาลหรือที่เรียกกันในเวลานั้นว่า “ผู้กว้างขวาง” และบารมีของตำรวจ ซึ่งมี พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ ก็แผ่คลุมทั่วประเทศไทย จนมีสภาพไม่ผิดจาก “รัฐตำรวจ” และเกิดคำขวัญว่า “ภายใต้ดวงอาทิตย์ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยจะทำไม่ได้”
 
             ดังนั้น การเลือกตั้งในปี 2500 จึงเกิดปรากฏการณ์ “การเลือกตั้งไม่เรียบร้อย” หรือ “เลือกตั้งสกปรก” อย่างมโหฬารนอกจากการก่อกวน หรือข่มขู่ต่างๆ แล้ว ยังเกิดศัพท์เลือกตั้งใหม่ๆ เช่นคำว่า ไพ่ไฟ พลร่ม และเวียนเทียน ขึ้น ไพ่ไฟ คือการทำบัตรเลือกตั้งปลอมใส่ลงในหีบบัตร เพื่อเพิ่มคะแนนเสียงให้ผู้สมัคร พลร่ม คือการขนคนมาลงคะแนนให้ผู้สมัคร ส่วนเวียนเทียน ก็คือการที่ผู้ที่ลงคะแนนแล้วกลับไปลงคะแนนอีกรอบหรือหลายรอบ พฤติกรรมต่างๆ ดังกล่าว ก็มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้สมัครจากพรรคเสรีมนังคศิลา โดยเฉพาะในจังหวัดพระนครได้รับชัยชนะแบบยกทีม อย่างไรก็ตามวิชามารก็ไม่ประสบความสำเร็จสมตามเจตนารมณ์ เพราะทีมของจอมพลป. พิบูลสงคราม ได้รับเลือก 7 คน โดย พล.อ.เดช เดชประติยุทธ และนายรักษ์ ปันยารชุน พ่ายแพ้แก่นายควง อภัยวงศ์ และ น.ท.พระประยุทธชลธี แห่งพรรคประชาธิปัตย์
 
             การที่นายควง อภัยวงศ์ มาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้นั้น มีที่มาจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้นำพรรคก้าวหน้าของตนยุบรวมกับกลุ่มของนายเลียง ไชยกาล ส.ส.อุบลราชธานี จัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ซึ่ง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ตั้งชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ โดยเชิญนายควง อภัยวงศ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรค ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นรองหัวหน้าพรรค และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นเลขาธิการพรรค เพื่อต่อสู้กับพรรคสหภูมิ ของนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ซึ่งสนับสนุน ดร.ปรีดี พนมยงค์ ส่วนทหารเรือในเวลานั้น ก็สนับสนุน ดร.ปรีดี เช่นกัน โดย พล.ต.หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้ตั้งพรรคแนวรัฐธรรมนูญขึ้น แต่มายึดแนวคิดด้านเศรษฐกิจของ ดร.ปรีดี
 
             อย่างไรก็ตาม ภายหลังการรัฐประหารของจอมพลผิน ชุณหะวัณ และคณะ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ และนำจอมพลป.พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์หันไปจับมือกับกลุ่มทหารเรือ เพื่อต่อต้านจอมพลป. ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บ่อยครั้งพรรคประชาธิปัตย์จะ มี ส.ส.ที่มาจากอดีตนายทหารเรือ
 
             หากเปรียบเทียบการเลือกตั้งของพรรคเสรีมนังคศิลา กับพรรคประชาธิปัตย์ ในเวลานั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์แทบไม่มีทางเอาชนะพรรคเสรีมนังคศิลาซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จได้เลย และนายควง อภัยวงศ์ ก็ถูกหยามหยันว่าเป็นแค่ตลกหลวง ไม่มีน้ำยาอะไร แต่สิ่งที่เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงของพรรคเสรีมนังคศิลาที่แท้จริงนั้น มิใช่พรรคประชาธิปัตย์ที่มีเพียงคารมในการโจมตีรัฐบาล หากแต่เป็นความยิ่งใหญ่คับฟ้าของจอมพลป. พิบูลสงคราม และบริวาร การทำให้ประชาชนตกอยู่ในอาณาจักรแห่งความกลัวด้วยอำนาจและอิทธิพลที่ไม่มีขอบเขตจำกัดของนักเลงอันธพาล และรัฐตำรวจ
 
             และการเลือกตั้งไม่เรียบร้อยครั้งนั้น ได้สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนที่อยู่ใต้อำนาจเผด็จการมาเป็นเวลานาน จนนำไปสู่การปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก ในเวลาต่อมา
 
             เขียนมาถึงตอนนี้ ผมก็ชักรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาอะไรบางอย่างแล้วซิครับ