
ประวัติชีวิตกับกล้วยไม้ของฉัน (3)
ในยุคนั้นส่วนปลายของตรอกเศรษฐศิริ หรือที่สร้างความรู้สึกให้เกิดขึ้นกับเราว่า มันเป็นชาญกรุงเทพฯ เพราะสมัยนั้นบริเวณนี้ยังไม่มีบ้านผู้คนมากนัก คงมีแต่สวนผักและสวนฝรั่งของคนจีนซึ่งปลูกอยู่บนท้องร่องของดินเหนียว
ซึ่งคุณสมบัติของดินแบบนี้ต้องยกร่องเพื่อให้ระบายน้ำได้ดีในการทำเกษตร และคนจีนสมัยนั้นก็ทำเกษตรอินทรีย์กันอยู่แล้ว แต่เหตุใดคนไทยถึงไม่สนใจ เพิ่งมาสนเอาอีตอนที่ได้นำเอาเกษตรเคมีแบบฝรั่งเข้ามาเผยแพร่นี่แหละ!
คุณตาคุณยายและญาติพี่น้องของฉันซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ร่วมกันในบริเวณเดียว ได้ย้ายภูมิลำเนาออกไปอยู่ที่ปลายตรอกเศรษฐศิริ ไปปลูกบ้านเรียงกันเป็นแถวหลังข้ามทางรถไฟไปแล้ว บ้านแรกก็คือบ้านพ่อกับแม่ฉันเอง โดยเฉพาะแม่เป็นลูกสาวคนเล็กของคุณตาคุณยาย ส่วนตัวฉันเองก็ถูกคุณตาคุณยายเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ถัดไปอีกหลังหนึ่ง คือบ้าน พ.อ.พระยาทะยานพิฆาต ซึ่งเป็นพ่อของ ศ.ดร.สิปปนนท์ เกตุทัศน์ แม่ของดอกเตอร์สิปปนนท์เป็นพี่สาวของแม่ฉัน
บ้านพ่อกับแม่ของฉันซึ่งเป็นบ้านแรกหลังข้ามทางรถไฟไปแล้ว นิยมเรียกกันว่า “บ้านริม” ส่วนบ้านเจ้าคุณลุงทะยานพิฆาตอยู่ถัดไป นิยมเรียกกันว่า “บ้านกลาง” โดยเฉพาะเจ้าคุณลุงทะยานเป็นทหารนักบิน ซึ่งแต่ก่อนเคยสังกัดอยู่กองยานยนต์ทหารบก ส่วนเจ้าคุณลุงทะยานเองก็เป็นหนึ่งในสามคนที่ให้กำเนิดกองทัพอากาศไทย อีกทั้งเป็นหัวหน้ากองทัพไทยที่ไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในยุโรปด้วย ถัดไปอีกหลังอยู่ติดริมคลองประปาเป็นบ้านพระยาบริหารราชมานพ ซึ่งเป็นพี่ชายพ่อฉัน ส่วนภรรยานั้นก็คือพี่สาวคนโตของแม่ฉันเอง บ้านหลังนี้เรียกกันว่า “บ้านใน”
สมัยนั้นถนนริมคลองประปายังไม่เป็นถนน แต่เป็นคันดินที่ปกคลุมไปด้วยหญ้าคาโดยตลอด จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ขุนนางสมัยนั้นนิยมสร้างเรือนกล้วยไม้เอาไว้ในบริเวณบ้าน
บ้านเจ้าคุณลุงบริหารก็มีเรือนกล้วยไม้ อย่างยิ่งเรือนกล้วยไม้ของคนโบราณ ที่ในสมัยนั้นนิยมใช้ไม้ระแนงมุงหลังคา โดยทิศทางของการตีระแนงนั้นขวางกับทางเดินของดวงอาทิตย์ เธอลองคิดดูให้ดีว่า การที่ใช้ไม้ระแนงตีมุงหลังคาเอาไว้ให้ขวางทางเดินของดวงอาทิตย์นั้น เงาของไม้ระแนงมันจะเคลื่อนตัวตลอดทั้งวัน
นับเป็นการป้องกันไม่ให้ความร้อนจากแสงแดดมันแผดเผาจนกระทั่งใบกล้วยไม้มันไหม้เกรียม!
"ระพี สาคริก"



