
'คณิต'ชี้'ป๋าเปรม'ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง'แม้ว'
'คณิต'ระบุ'ป๋าเปรม' ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แจงปรองดองต้องใช้เวลา ไม่ใช่กดปุ๊บติดปั๊บ เผย คอป.เร่งทำรายงานฉบับสุดท้ายก่อนครบวาระ 2 ปี ระบุผลเน้นตรวจสอบความจริงและกระบวนการเยียวยา ด้านคอป.เดินหน้าจัดเสวนาเผยแพร่ความรู้ 'ปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและแนวทางสู่การ
26 เม.ย.55 นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปรดน้ำ ดำหัว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกระบวนการปรองดองทางการเมืองหรือไม่ ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของตน แต่ก็เป็นธรรมเนียม ไม่ได้มีอะไรประหลาด การที่เราไปคาราวะใครก็เป็นเรื่องของมารยาทสังคม ซึ่งในทุกปี ๆ พล.อ.เปรมก็ต้อนรับหลายคณะอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้มีผู้มอง พล.อ.เปรม เป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือกลุ่มคนเสื้อแดง การเข้ารดน้ำครั้งนี้น่าจะช่วยให้บรรยากาศทางการเมืองดีขึ้นหรือไม่ อย่างไร นายคณิต กล่าวว่า พล.อ.เปรม เป็นคู่ขัดแย้งอย่างไร ตนไม่เข้าใจเช่นกัน ท่านก็อยู่ในส่วนของท่าน เป็นองคมนตรี เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง การเมืองก็อยู่ในส่วนของการเมือง และขณะนี้ พล.อ.เปรม ก็ไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับด้านการเมืองแล้ว จะมาเป็นคู่ขัดแย้งกันอย่างไร ไม่เข้าใจ
“การทำงานของ คอป.ไม่ได้เกี่ยวกับด้านการเมือง ส่วนการเมืองจะเป็นอย่างไรนั้นก็ว่าไป เราพยายาม ที่จะสร้างบรรยากาศให้เกิดความสงบ มีสันติ ซึ่งการที่จะสร้างได้นั้น ไม่ใช่แค่ คอป อย่างเดียว ทุกฝ่ายต้องมีหน้าที่ในการสร้างด้วย ซึ่งนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เมื่อครั้งที่เข้าหารือกับ คอป. ก็เห็นพ้องในเรื่องนี้ การที่ทุกฝ่ายช่วยกัน พยามยามทำให้บ้านเมืองสงบเป็นเรื่องดี แต่ต้องใช้เวลา ไม่ใช่กดปุ๊ปติดปั๊บ ซึ่งผมคิดว่าในรายงานของ คอป ก็เขียนไว้ชัด”นายคณิตกล่าว
เผยคอป.เร่งทำรายงานฉบับสุดท้ายก่อนครบวาระ 2 ปี
คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) จัดการเสวนาเพื่อเผยแพร่ความรู้ในโครงการวิจัยเกี่ยวกับ “ปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและแนวทางสู่การปรองดอง” โดย นายคณิต ณ นคร ประธาน คอป. กล่าวว่า คอป.จะเร่งทำรายงานฉบับสุดท้ายเสนอให้รัฐบาลก่อนครบวาระการทำงาน 2 ปี ในเดือนกรกฎาคม 55 โดยรายงานฉบับสุดท้ายจะมีผลการตรวจสอบความจริงและกระบวนการเยียวยา เพื่อเป็นบทเรียนให้สังคมรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ควรจะทำต่อไปเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก
“ คอป.ได้ทำงานค้นหาความจริงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้จะทำผลสำรวจคำบอกเล่าของผู้ที่เกี่ยวข้อง และอยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ สิ่งที่คอป.ทำไปนั้นเพื่อสร้างบทเรียนต่อสังคมเพื่อให้เกิดความปรองดอง งานของคอป.คืองานที่ทำเพื่อการเรียนรู้ โดยกระบวนการ คอป.ใช้เรื่องความรู้ทั้งสิ้น ไม่ใช่ใช้ความรู้สึก ซึ่งการวิจัยครั้งนี้สะท้อนถึงรากเหง้าของปัญหา ทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สื่อมวลชน ตลอดจนถึงกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ถ้ากระบวนการยุติธรรมเข้มแข็ง การยึดอำนาจและการทุจริตก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ส่วนงานวิจัยนั้นเพื่อให้สังคมรับรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เราควรจะต้องทำต่อไปเพื่อสร้างความปรองดองในสังคม อย่างไรก็ตามสุดท้ายพื้นฐานสำคัญในการปรองดองของบ้านเมืองเพื่อให้เกิดสันติสุข ก็คือเราต้องร่วมมือช่วยกันทุกภาคส่วนจึงจะสำเร็จได้ ” นายคณิต กล่าว
ด้านนายสมชาย หอมลออ กรรมการคอป. กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างที่ไม่เท่าเทียมกันจะต้องให้คำนิยามที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่นในกทม.หรือต่างจังหวัด รวมถึงบทบาทท่าทีของกลุ่มชนชั้นต่างๆ ตนยอมรับว่าการกระจายอำนาจมีบทบาทต่อกลุ่มชนชั้นกลางด้วยท่าทีต่อการรัฐประหาร แต่ไม่อาจจะสรุปได้ว่าร่วมสนับสนุนหรือแบ่งขั้วทางการเมือง ในสถานการณ์อย่างนี้กลุ่มชนชั้นกลางถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาททางการเมืองที่ไม่เป็นอิสระ เพราะไปติดกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ขัดแย้งกัน เช่นในเมืองใหญ่จะติดอยู่กับกลุ่มนายทุนเก่า และในชนบทจะติดกับกลุ่มนายทุนใหม่ ในจุดนี้ต้องมองพัฒนาการในอนาคตเพราะจะต้องเสนอแนะหรือเป็นเหตุผลอะไรที่กลุ่มเหล่านี้พัฒนาเป็นการเมืองอิสระได้ ลักษณะทุนเก่าและทุนใหม่เป็นรากเหง้าทางสังคม
“ ในมุมของเสื้อแดงทุนเก่าคือกลุ่มอำมาตย์ ส่วนกลุ่มทุนใหม่คือพ่อค้าคนกลาง ซึ่งมีบางคนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา และมีบทบาททางการเมืองขึ้นมาจากระดับท้องถิ่นสู่ระดับชาติ ส่วนการปฏิรูปองค์กรด้านความมั่นคงเราจะต้องศึกษาบทบาทของกองทัพในประเทศที่มีภูมิหลังใกล้กับเราเช่นในอินโดนีเซีย ซึ่งทหารมีบทบาทมากทางการเมือง และความมั่นคงรวมทั้งบริหารประเทศ แต่มีประเทศอินโดนีเซียมีความก้าวหน้าไปมากกว่าไทยในกรอบประชาธิปไตย หรือประเทศปากีสถานที่ถูกครอบงำในยุคสงครามเย็นใกล้เคียงกับไทย ส่วนศาลและกองทัพ มีลักษณะที่ยึดโยงกับสถานบันอย่างมาก ก็เป็นประเด็นที่น่าศึกษา ทั้งนี้เราจะไม่เข้าใจสถาบันถ้าไม่แตะมาตรา112 ตนเสนอแนะว่าจะต้องแตะปัญหาเหล่านี้ถึงจะเข้าใจถึงปัญหาอย่างแท้จริง รวมทั้งต้องปฏิรูปโครงสร้างสถานบัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะต้องทำให้เร็วที่สุดคือการปฏิรูปเรื่องความคิด ” นายสมชาย กล่าว
นายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ หัวหน้าคณะวิจัยเรื่องโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทย กล่าวว่า วิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองสะท้อนถึงโครงสร้างอำนาจ โดยภาพรวมพบว่าปัญหาที่นำไปสู่การต่อต้านระบอบอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันมี 3 ประเภท ประกอบด้วย อำนาจทางการเมือง อำนาจทางเศรษฐกิจ และอำนาจทางอุดมการณ์ เป็นความสัมพันธ์นำไปสู่การใช้หรือไม่ใช้อำนาจ ซึ่งโครงสร้างทางเศรษฐกิจมีบทบาทสูงต่อการเปลี่ยนแปลงความขัดแย้ง แต่ปัจจัยที่สำคัญของอนาคตอยู่ที่โครงสร้างทางการเมือง เพราะการเมืองเป็นตัวกำหนดนโยบายว่าเป็นธรรม และไม่เป็นธรรมกับคนกลุ่มไหน น้ำหนักแก้ปัญหาวิกฤตต้องเน้นแก้โครงสร้างทางการเมือง ทำให้สถานบันทางการเมืองดำเนินการสร้างผลประโยชน์ให้กับคนส่วนมาก จึงต้องอาศัยระบบประชาธิปไตยทางการเมือง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดไม่ว่าทางตรงและทางอ้อม เช่นการร่างรัฐธรรมนูญหากมีช่องจำกัดสิทธิของประชาชนก็จะถูกต่อต้าน และไม่ได้รับการยอมรับ รวมทั้งการปฏิรูปโครงสร้างสถานบันทั้งพรรคการเมือง รัฐบาล และกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่สามารถสืบทอดแนวคิดอุดมการณ์ทางการเมืองให้ยั่งยืน โดยอำนาจถ่วงดุลกันหลายส่วนจะทำให้อำนาจระบบประชาธิปไตยยืนอยู่ต่อไปได้ และให้ประชาธิปไตยของประชาชนมั่นคงและยืนหยัดต่อไป
นางสุภณิดา พวงผกา หัวหน้าคณะวิจัยเรื่องการปฏิรูปองค์การด้านความมั่นคง กล่าวว่า การปฏิรูปด้านความมั่นคงเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและกระบวนการสร้างประชาธิปไตย เป็นการสร้างหลักประกันทั้งการเมืองและความมั่นคงว่ากองกำลังของรัฐจะไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการดังกล่าว และเป็นปัจจัยคุกคามต่อสันติภาพของสังคม ซึ่งการปฏิรูปภาคส่วนเป็นการปรับเปลี่ยนทรรศนะในการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง การปฏิรูปด้านความมั่นคงจึงเป็นส่วนสำคัญเพื่อสร้างหลักประกันทางการเมืองไม่ให้กำลังกองทัพเป็นเงื่อนไงสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสภาวะสงครามไปสู่สันติภาพ แต่ยอมรับว่าการปฏิรูปองค์การด้านความมั่นคงไม่ใช้เรื่องง่ายๆและมีความท้าทายตลอด ซึ่งฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องจะต้องมีเจตจำนงในการปฏิรูปอย่างมากถึงจะสำเร็จ ส่วนความขัดแย้งเป็นบทเรียนใหญ่แต่อยู่ที่เจตจำนงของผู้ที่อยากจะร่วมปฏิรูปมากกว่า
นางสุภณิดา กล่าวต่อว่า หากทุกฝ่ายต่างไม่ยอมซึ่งกันและกัน ยังต้องการชนะกันอยู่ก็คงไม่เกิดความปรองดอง อย่างไรก็ตามความมั่นคงไม่ใช่กองทัพอย่างเดียวแต่ต้องประกอบในหลายภาคส่วนทั้งกองทัพ ภาครัฐ และรัฐสภา รวมไปถึงกองกำลังติดอาวุธอย่างเช่นชายชุดดำ ยกตัวอย่างในเยอรมันเกิดวิกฤตหลังสงครามโลก หรือความแตกแยกในแอฟริกาใต้ เราจึงต้องดูว่าอำนาจปฏิรูปด้านความมั่นคงกับการเมืองจะต้องควบคู่กันไป แต่ในที่สุดทุกฝ่ายก็หันหน้ามาคุยกันจึงเกิดความปรองดองได้ ซึ่งการปฏิรูปภาคความมั่นคงจะเกิดขึ้นอย่างเป็นจริงและอยู่อย่างยั่งยืนได้ จะต้องดำเนินการคู่ขนานไปกับการปฏิรูปการเมืองของประเทศ
ด้านนายสุริชัย หวันแก้ว หัวหน้าคณะวิจัยเรื่องความรุนแรงทางการเมือง พลวัตสังคมและวัฒนะธรรม กล่าวว่า เราศึกษาว่าความรุนแรงเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะหาทางป้องกันได้อย่างไร คำถามคือความเหลื่อมล้ำและปัญหาเชิงโครงสร้างทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นและเกิดแบ่งฝ่าย ส่งผลให้เกิดคนยอมเสี่ยงชีวิตต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสมัยยุคของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายในระยะเวลาอันสั้นโดยที่ประชาชนไม่รู้ตัว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การจำกัดสิทธิเสรีภาพจองประชาชน ตลอดจนไปถึงการรัฐประหาร ทำให้พื้นที่ทางการเมืองถูกตัดทอน ความไว้วางใจทางสังคมและการเมืองตกต่ำ กระบวนการขัดแย้งถูกหักเหโดยรัฐประหาร เกิดการแบ่งขั้วทางการเมืองรุนแรงมาก จนบางครั้งมองไม่เห็นเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่ง เกิดการแข่งขันทางผลประโยชน์ที่อิงอยู่กับอำนาจทางการเมืองที่มีเดิมพันสูงในระดับผู้นำจนเกิดความขัดแย้งขยายตัว ซึ่งทำให้เกิดการแบ่งฝ่ายและเกิดการแข่งขันอย่างที่เรียกว่าอีกฝ่ายหนึ่งต้องชนะอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ต้องทำทุกอย่างไม่ให้เกิดความพ่ายแพ้
นางวนิดา แสงสารพันธ์ หัวหน้าคณะวิจัยเรื่องขอบเขตการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย กล่าวว่า เสรีภาพของสื่อคือเสรีภาพของมวลชน ประเทศที่ขาดเสรีภาพประชาชนจะไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร ประชาธิปไตยก็จะเกิดไม่ได้ ปัจจุบันข้อมูลข่าวสารเข้าถึงง่ายและรวดเร็ว แต่ข้อมูลที่นำไปสู่ประชาชนถูกต้องหรือไม่ จึงต้องดูเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ในการกำกับดูแลการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน แนวทางในการควบคุมกันเองภายใต้จรรยาบรรณวิชาชีพสื่อที่มีประสิทธิภาพ สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขอบเขตการใช้เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นที่ชอบด้วยกฎหมายแก่สื่อมวลชนและประชาชน



