ข่าว

คอรัปชั่น...

คอรัปชั่น...

26 เม.ย. 2555

คอรัปชั่น... : กระจกเงา โดย อัศศิริ ธรรมโชติ

   “เอ็งกินเหล้าเมายาไม่ว่าดอก  แต่อย่าออกนอกทางไปให้เสียผล
 จงอย่ากินสินบาทคาดสินบน   เรามันชนชั้นปัญญาตุลาการ”
 
              ว่าคำกลอนที่ยกมานี้มีที่มาจากพระดำรัสของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” ที่ทรงกล่าวตรัสเตือนผู้พิพากษาลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดเอาไว้ ทำนองว่า ถึงกินเหล้าก็ยังดีกว่ากินบ้านกินเมือง
 
              สมัยก่อนยังไม่มีคำว่า คอรัปชั่น มีแต่คำว่า การกินสินบาทคาดสินบนหรือว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวง อันเป็นการกระทำที่ทุจริตคดโกงของข้าราชการขุนนางไทย ที่มีมานานแล้ว ส่วนคำว่า คอรัปชั่นซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ เพิ่งจะปรากฏขึ้นในสมัยรัฐบาลยุคประชาธิปไตยนี้เมื่อประมาณ 70 ปีก่อน
 
              ว่าคอรัปชั่นในเมืองไทยมีหลายรูปแบบ และได้พัฒนามาโดยลำดับนับตั้งแต่การกินจอบกินเสียม มาจนถึงการกินป่า และกล้ากินแม้กระทั่งเครื่องตรวจวัตถุระเบิด จากการเป็นนายหน้าชักเปอร์เซ็นต์ เรียกเก็บเงินใต้โต๊ะก็มาเป็นการแอบตั้งบริษัทการค้าหาประโยชน์กันโดยตรง จนไทยเป็นประเทศหนึ่งของโลกที่ได้ชื่อว่ามีการคอรัปชั่นสูงสุด
 
              คอรัปชั่นทำให้ประเทศต้องเสียหายมากถึงปีละ 3 แสนล้านบาท
 
              ที่สุดแม้แต่พ่อค้านักธุรกิจอย่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ก็ยังทนไม่ได้จึงได้ลุกขึ้นมาตั้งภาคีเครือข่ายรณรงค์ต้านคอรัปชั่นในประเทศที่เห็นว่า มีแต่จะหนักข้อขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้นโยบายประชานิยมยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็จะเปิดช่องทางการทุจริตคอรัปชั่นมากขึ้นเท่านั้น
 
              นวัตกรรมล่าสุดของคอรัปชั่นในเมืองไทยก็ได้แก่ คอรัปชั่นเชิงนโยบายและผลประโยชน์ทับซ้อน
 
              วิทยากร เชียงกูล อาจารย์มหาวิทยาลัยรังสิต ได้อธิบายไว้ในหนังสือ “แนวทางปราบคอร์รัปชั่นอย่างได้ผล” ว่าคำว่า คอรัปชั่นเชิงนโยบาย คล้ายกันกับเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน คือหมายถึงผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกัน ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวมของผู้มีอำนาจหน้าที่ ที่จะต้องตัดสินใจทำงานเพื่อส่วนรวม
 
              คอรัปชั่นเชิงนโยบายหรือว่าผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรับเมืองไทยและคนไทย ซึ่งต่างไปจากคอรัปชั่นรูปแบบเก่า อย่างเช่น การให้และรับสินบน การยักยอกเงินแผ่นดิน เป็นคำที่เริ่มใช้และรู้จักกันมากในสมัยรัฐบาลทักษิณเมื่อไม่นานมานี้เอง
 
              ผลประโยชน์ทับซ้อนนอกจากจะเป็นเรื่องใหม่ที่มองเห็นหรือพิสูจน์ได้ยากมากสำหรับสังคมไทยแล้ว ก็ยังเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากเป็นอย่างยิ่งสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ที่มีพื้นฐานการศึกษาความรู้ ความเข้าใจจำกัด โดยที่ไม่ตระหนักว่า นี่คือการคอรัปชั่นรูปแบบหนึ่ง
 
              อาจารย์วิทยากรเห็นว่า นี่คือคอรัปชั่นที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในประเทศไทยปัจจุบัน นับตั้งแต่ที่นักธุรกิจและครอบครัวนักธุรกิจได้เข้ามาเล่นการเมืองโดยตรง จนได้เข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
 
              ทำให้เกิดสภาพผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจยิ่งกว่ายุคสมัยใดที่ผ่านมา
 
              นอกจากนี้แล้วในหนังสือเล่มนี้ อาจารย์วิทยากร เชียงกูล ยังได้ตั้งประเด็นปัญหาคอรัปชั่น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในยุครัฐบาลทักษิณเอาไว้มีหลายประเด็นหลายข้อ ซึ่งผมจะขอยกมาให้อ่านกันคร่าวๆ มีว่าดังนี้ครับ
 
              - นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางคนเลี่ยงกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยการใช้วิธี โอนหุ้นในบริษัทธุรกิจของตน ให้ลูกและญาติก่อนเข้ารับตำแหน่ง ออกกฎหมายใหม่หรือปรับแก้สัญญาสัมปทานเปลี่ยนวิธีการเก็บภาษี การยกเว้นภาษีให้แก่ธุรกิจของกลุ่มตน
 
              - การสนับสนุนให้ธนาคารรัฐ ให้เงินกู้กับรัฐบาลต่างประเทศ เช่น พม่า โดยรัฐบาลไทยค้ำประกันเงินกู้เพื่อหวังผลประโยชน์การขยายธุรกิจโทรคมนาคมของผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้าไปในประเทศนั้นๆ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจผูกขาดที่มีผลกำไรอันเป็นสาธารณสมบัติส่วนรวมของแผ่นดิน ให้เป็นทุนส่วนตัวของภาคเอกชน
 
              - การเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มชินคอร์ป ครอบครัวชินวัตร จนมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นและขายให้กลุ่มของรัฐบาลสิงคโปร์ได้กำไรหลายเท่าตัว แถมยังหลบเลี่ยงการเสียภาษีอีกต่างหาก และ ฯลฯ เหล่านี้ เป็นต้น
 
              จะเห็นว่าไม่เพียงแต่ คตส.เท่านั้น ที่เห็นว่ารัฐบาลทักษิณคอรัปชั่น
 
              ว่าคอรัปชั่นเป็นเรื่องของปัจเจกชนที่โลภและเห็นแก่ตัว ภายใต้สังคมที่มีค่านิยมยกย่องนักการเมืองและคนรวยที่ฉลาดแกมโกง ดังนั้นถ้าจะปรองดองก็คงต้องนิยามคำว่า คอรัปชั่น ให้เห็นตรงกันเสียก่อน
 
              ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเลว อีกฝ่ายเห็นว่าดี ชาตินี้ทั้งชาติก็ปรองดองกันไม่ได้ครับ