
ความสนุกสนานเรื่องของ"ทุนนิยม"ในวาทศิลป์/วาทกรรมการเมืองไทย
ความสนุกสนานเรื่องของ "ทุนนิยม"ในวาทศิลป์/วาทกรรมการเมืองไทย: ประชาธิปไตยฯที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
เรื่องราวของการสร้างความชั่วร้ายให้แก่ "ทุนนิยม" นั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจหากจะศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งจะว่าไปแล้ว อาจจะสามารถแบ่งได้เป็นสองแนวการศึกษาใหญ่
หนึ่งคือ การศึกษาในแนวเศรษฐศาสตร์การเมือง ในความหมายที่ว่า เราศึกษาว่าทุนนิยมนั้นมีพัฒนาการอย่างไร และทุนนิยมนั้นเชื่อมโยงกับพัฒนาการของการเกิดทั้งชนชั้นนายทุน และพลังประชาธิปไตยอย่างไร (อาทิ เกิดชนชั้นกลางที่ไม่ใช่นายทุน) เรื่องเหล่านี้ในอดีตเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะเป็นหัวใจสำคัญของข้อถกเถียงในทางทฤษฎีและยุทธศาสตร์ของการปฏิวัติกันเลยทีเดียว
อาทิ ไทยนั้นเริ่มเป็นทุนนิยมเมื่อไหร่ นายทุนสมัยแรกเป็นอิสระจากชนชั้นศักดินาหรือไม่ (เพราะถ้าเป็นอิสระก็น่าจะเป็นพลังสำคัญในการสร้างเสรีนิยมประชาธิปไตยขึ้นมา หรือว่านายทุนยุคแรกเป็นศักดินาเสียเอง หรือประสานประโยชน์กับศักดินา) หรือคำถามประเภทที่ว่า ตกลงทุนนิยมที่ผูกขาดและขูดรีดนั้นสร้างปัญหาให้แก่ชนชั้นใหม่ที่เกิดขึ้น นั่นคือทั้งชาวนาที่ต้องขายสินค้าในระบบเศรษฐกิจใหม่ และชนชั้นกรรมาชีพในโรงงานนั้นถูกขูดรีดอย่างไร
ทั้งหมดทั้งปวงก็เพื่ออธิบายว่ารัฐของไทยนั้นเป็นรัฐของนายทุนอย่างไร และกดขี่คนยากไร้อย่างไร ในฐานะที่เป็นโครงสร้างส่วนบนเพื่อสืบสานความสัมพันธ์ในระบบทุนนิยมเอาไว้
ดังนั้นในการเคลื่อนไหวในอดีตของพลังก้าวหน้าในสังคม โดยเฉพาะพรรคคอมมิวนิสต์จึงอยู่ที่การค้นหารูปแบบของทุนนิยมในสังคมไทย และค้นหาแนวทางการต่อสู้ทั้งในแง่ของการโค่นล้มรัฐ และเปลี่ยนผ่านสังคมไปสู่สังคมที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น ทั้งนี้รวมไปถึงการกำหนดยุทธศาสตร์ว่าด้วยเรื่องของการสร้างพันธมิตรกับชนชั้นต่างๆ ในสังคมในการต่อสู้ในครั้งนี้
แนวการศึกษาที่สองนั้นอาจจะเชื่อมโยงกับการศึกษาในแนวทางแรกอยู่ไม่น้อย แต่จุดเน้นน่าจะอยู่ที่ว่า ความสนใจในการค้นพบและศึกษา "ทุนนิยม" และการต่อสู้กับทุนนิยมนั้นเริ่มเมื่อไหร่ สิ่งนี้หมายถึงประวัติศาสตร์ภูมิปัญญา ในแง่ที่ว่าความคิดในการมองเรื่องทุนนิยมนั้นอาจจะเกิดขึ้นหลังจากปรากฏการณ์ทุนนิยม
การเกริ่นนำทั้งสองเรื่องนี้ ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า เมื่อเราจะต่อสู้กับทุนนิยมนั้น เราควรจะต้องเข้าใจทั้งในแง่มิติของปฏิบัติการของทุนนิยมที่มีต่อเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมของเรา และในแง่มิติในเชิงความคิดว่าเรามองทุนนิยมอย่างไร เรามองถ้วนทั่วแล้วหรือไม่ หรือเราเป็นส่วนหนึ่งของทุนนิยม แล้วเราต่อต้านเฉพาะบางส่วนของทุนนิยม
มาพูดในประเด็นที่ชัดเจน เราอาจจะพบว่าในอดีตเรามักจะมีความสนใจในการศึกษาทุนนิยมมานาน แต่ทว่ามีไม่มากนักที่จะเชื่อมโยงประเด็นเรื่องทุนนิยมเข้ากับเรื่องของปัญหาว่าทุนนิยมทำให้เกิดความทุกข์ยากเดือดร้อนอย่างไร
งานวิจัยในอดีตจึงเป็นเรื่องของการศึกษาการเติบโตของกลุ่มทุนและสายสัมพันธ์ที่กลุ่มทุนมีกับรัฐ แต่ไม่ค่อยได้มีการศึกษาเรื่องความเลวร้ายของทุนนิยมมากนัก ที่มีก็มักเป็นในทางทฤษฎี อาทิ การแปลและถกเถียงกันในส่วนของตำราเสียมากกว่า
อย่างกรณีเมื่อพูดถึงทุน เราก็มักจะพูดถึงชื่อตระกูลต่างๆ และพูดถึงกระบวนการสะสมทุน ซึ่งมักเป็นเรื่องของทุนธนาคาร ทุนข้ามชาติ แต่ไม่ได้อธิบายกระบวนการว่าความสัมพันธ์ทางการผลิตที่ว่าด้วยเรื่องของทุนนิยม (คือเมื่อทุนเป็นใหญ่) นั้นเป็นอย่างไร
หรือว่าบางทีทุนเป็นใหญ่นั้นไม่มีความชัดเจนในบ้านเรา เพราะทุนนิยมเชื่อมโยงกับเรื่องของการพัฒนา ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นความชอบธรรมของรัฐเอง และเมื่อพูดถึงรัฐนั้นเราก็คงจะต้องอธิบายได้ด้วยว่ารัฐนั้นก็มีโครงสร้างทั้งโครงสร้างส่วนล่างและ "โครงสร้างส่วนบน" ของรัฐเอง
เห็นแต่จะมีคุณทักษิณนี่แหละครับ ที่สร้างความบันเทิงในการถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเต็มที่มากที่สุด และกลายเป็นว่าเมื่อพูดถึงคุณทักษิณแล้ว คุณทักษิณคือนายทุน และคือทุนนิยม และคือการเมืองของนายทุน และเป็นทุนนิยมสามานย์?ซึ่งทำให้ง่ายเข้าว่าถ้าจัดการคุณทักษิณและพวกพ้องได้แล้ว ความเลวร้ายของทุนในทางการเมืองไทยจะจบลงทันที
เพราะทุนนิยมภายใต้โครงสร้างรัฐส่วนบนนั้นไม่เป็นไร เพราะมีมานานแล้ว หรือทุนนิยมภายใต้โครงสร้างการปฏิรูปสังคมก็ไม่เป็น เพราะเป็นวิถีทางปกติ ที่เราในฐานะผู้พูดนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของทุนนิยมโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม...



