ข่าว

เล็งนำศก.พอเพียงรับ'ประชาคมอาเซียน'

เล็งนำศก.พอเพียงรับ'ประชาคมอาเซียน'

25 เม.ย. 2555

เตรียมใช้ "สังขละบุรีโมเดล" น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงเรียนรู้วัฒนธรรมไทย-พม่า รองรับประชาคมอาเซียน หอการค้าดันบึงกาฬเป็นศูนย์กลางยางพาราอีสาน พร้อมหนุนให้เกิดสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 5 รับ AEC

              ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 9.30 น. วันที่ 25 เม.ย.พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการแถลงผลการศึกษาเรื่องรูปแบบความร่วมมือพัฒนาข้ามแดนเพื่อมุ่งสู่ประชาคมอาเซียน ศึกษากรณีการพัฒนาร่วมไทย-พม่า โดยนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นเครื่องมือ ซึ่งจัดทำโดยคณะนักศึกษาหลักสูตรการปฏิบัติการจิตวิทยาฝ่ายอำนวยการ รุ่นที่ 110 (สวจ.110) สถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันวิชาป้องกันประเทศ

              พล.อ.เผด็จการ จันทร์เสวก ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และ พลตรี ปานศิริ มีผล ผู้อำนวยการสถาบันจิตวิทยาความมั่นคง (สจว.) กล่าวในระหว่างการเปิดงานว่า ได้มอบหมายให้คณะนักศึกษา สวจ.รุ่นที่ 110 ดำเนินโครงการศึกษาความร่วมมือในการพัฒนาข้ามแดนระหว่างไทยและพม่า ในฐานะสมาชิกประชาคมอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน เพื่อมุ่งหวังค้นหารูปแบบการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่สำหรับการเตรียมความพร้อมรองรับการเดินหน้าเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 อย่างเต็มภาคภูมิ โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดแนวทางดังกล่าว

              ทั้งนี้คณะนักศึกษา สจว. รุ่นที่ 110 ได้ลงพื้นที่อำเภอสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และอำเภอพญาตองซู สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เพื่อเก็บข้อมูลและศึกษาสภาวะแวดล้อม และเจตคติของชาวไทยและชาวพม่าในพื้นที่ดังกล่าว โดยร่วมมือกับผู้นำศาสนาแลผู้นำชุมชน เพื่อศึกษาความต้องการที่แท้จริงในการอยู่ร่วมกันของประชาชนแนวชายแดนทั้งสองประเทศเพื่อกำหนดแนวทางและรูปแบบของการศึกษาวิจัยครั้งนี้

              “จากศึกษาและลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง คณะนักศึกษาได้นำข้อมูลมาจัดทำรูปแบบความร่วมมือการพัฒนาข้ามแดนไทย-พม่าหรือสังขละบุรีโมเดล ภายใต้หลักแนวคิด วิถีชีวิตวัฒนธรรม นำความร่วมมือมุ่งสู่อาเซียน พัฒนาชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีการกำหนดคุณค่าของโมเดลใน 3 มุมมอง ได้แก่ มุมมองทางสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ” พล.อ.เผด็จ กล่าว
 
              ขณะที่นายไชยรัตน์ ไทยเจียมอารีย์ หัวหน้าคณะนักศึกษา สจว. รุ่นที่ 110 กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่พบว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำมาปรับใช้กับการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงในปี 2558 ได้ โดยการนำเยาวชนพม่ามาเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการทำแปลงสาธิตเกษตรและเลี้ยงสัตว์ตามหลักการเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อให้สามรถนำกลับไปลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ของตน พร้อมไปกับการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงกับการเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากจากชาวบ้านในพญาตองซูและได้กลายเป็นต้นแบบไปแล้ว

              ส่วน พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ในมุมมองของประเทศไทย ถือได้ว่า“สังขละบุรี โมเดล” สามารถทำให้สังคมไทยเข้าใจถึงสภาวการณ์ในทุกมิติของเพื่อนบ้าน เพื่อนำข้อมูลมากำหนดรูปแบบของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมเช้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 เนื่องจากผลของประชาคมอาเซียน จะส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายในทุกมิติ ทั้งแรงงาน ความเป็นอยู่ สังคม วัฒนธรรม การศึกษาและอีกหลายอย่าง ทั้งนี้ในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเพื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จำเป็นต้องเร่งดำเนินการตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้เตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงให้ดีที่สุด ด้วยการให้ความรู้ในทุกประเด็นที่อาจส่งผลดีและผลกระทบต่อวิถีชีวิต

 

หอฯดันบึงกาฬเป็นศูนย์กลางยางพาราอีสานรับAEC

              นายประเสริฐ อดุลสุทธานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า  จ.บึงกาฬทุกวันนี้นับได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะในช่วงที่ได้มีการยกระดับขึ้นเป็นจังหวัด ทำให้หลายคนต่างจับตามองมาที่บึงกาฬ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการค้า การลงทุน อสังหาริมทรัพย์  อุตสาหกรรม และอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามอาชีพหลักของคนบึงกาฬส่วนใหญ่อยู่ทางด้านการเกษตร โดยเฉพาะทางด้านการปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างยางพาราที่ทุกวันนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นจังหวัดที่มีการปลูกยางพารามากที่สุดในภาคอีสาน

              ปัจจุบันได้มีโรงงานที่รับซื้อยางพาราและส่งออกไปยังประเทศจีนทั้งหมด  4 โรงงานใหญ่ๆด้วยกันและในอนาคตอาจจะมีอุตสาหกรรมเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น กว่าเดิม  ทุกวันนี้จังหวัดมีการปลูกต้นยางพารา กว่า 9 แสนกว่าไร่ ซึ่งมียางที่สามารถกรีดได้แล้ว 2 แสนกว่า ไร่ เชื่อว่าในปีการผลิตของปี 2555 จะมีอัตราการปลูกและการกรีดยางพาราเพิ่มขยายตัวขึ้นอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามยางพาราได้สร้างรายได้ให้เกษตรกรทั้งจังหวัดบึงกาฬเดือนละ 800-900 ล้านบาท

              นายประเสริฐ กล่าวว่า ดังนั้นทั้งทางจังหวัดและเอกชนเองต่างก็พยายามที่จะผลักดันให้กลายเป็นศูนย์กลางยางพาราของภาคอีสาน  เพราะเศรษฐกิจของจังหวัดส่วนใหญ่นั้นมาจากยางพารา ซึ่งทางจังหวัดเองก็จับทิศทางนี้ให้กลายเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาจังหวัด เนื่องจากเห็นแล้วว่าต่อไปเมื่อมีการเปิดประชาคมอาเซียน ก็จะทำให้จังหวัดเองมีการเชื่อมโยงไปยังต่างประเทศอย่างประเทศจีน และประเทศ ลาว เวียดนาม โดยเฉพาะในเรื่องของยางพารา เชื่อว่าในอนาคตยางพาราจะกลายเป็นศูนย์กลางของลุ่มน้ำโขงได้อย่างแน่นอน

              แต่ปัจจัยที่จะช่วยเสริมในเรื่องของศูนย์กลางยางพาราอีกเรื่องหนึ่ง  หลังจากมีการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 นั้น คือ การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 5 ซึ่งจะเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกทางด้านการค้า การลงทุน การเดินทางท่องเที่ยว รองรับความเจริญเติบโตของจังหวัด กลุ่มประเทศอินโดจีนอีกทางหนึ่งด้วย  ดังนั้นทางหอการค้าจึงพยายามผลักดันให้เกิดสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 5 ขึ้น โดยได้ยื่นเสนอกับครม.สัญจรที่จังหวัดอุดรธานีเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นการเสริมศักยภาพจังหวัดให้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้น แต่ยังคงอยู่ในกรอบที่ทางจังหวัดได้วางเอาไว้แล้ว

              “และหากมีการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 5 มาแล้วนั้น จะส่งผลดีต่อประเทศไทยโดยรวม โดยเฉพาะเศรษฐกิจในภาคอีสาน เพราะระบบการขนส่งสินค้าจากประเทศไทยผ่านภาคอีสานไปยังประเทศ สปป.ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น  ซึ่งจะเป็นการช่วยให้ระบบโลจิสติกส์มีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ลดต้นทุนการขนส่งสินค้าลงและสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย” นายประเสริฐ กล่าว