ข่าว

ชัยชนะที่ปทุมธานี

ชัยชนะที่ปทุมธานี

25 เม.ย. 2555

ชัยชนะที่ปทุมธานี : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

             ยุทธศาสตร์ประการสำคัญของพรรคไทยรักไทยก็คือการเอาชนะศึกเลือกตั้งแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อครองสภาพพรรคการเมืองพรรคเดี่ยวในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี พ.ศ.2554 หรือการเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยก่อนหน้านั้น ก็ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการดำเนินการเพื่อบรรลุยุทธศาสตร์ดังกล่าว
 
               จริงอยู่ว่า พรรคการเมืองทุกพรรคย่อมมุ่งหวังชัยชนะในการเลือกตั้ง เพื่อให้มีคะแนนเสียงเพียงพอที่จะก้าวไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล แต่ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปใน พ.ศ.2544 ไม่เคยปรากฏว่ามีพรรคการเมืองพรรคใดได้รับคะแนนเสียงเลือกถึงครึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ดังนั้น รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนับแต่หลังยุค 14 ตุลาคม 2516 จึงเป็นรัฐบาลผสมที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรค ที่อยู่ร่วมกันด้วยการประสานผลประโยชน์
 
               อย่างไรก็ตามในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 พรรคเพื่อไทย โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับเลือกจากประเภทแบ่งเขต 200 ที่นั่ง และจากประเภทบัญชีรายชื่อ 48 ที่นั่ง รวม 248 ที่นั่ง ต่อมาในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 พรรคไทยรักไทยก็สามารถได้ ส.ส.ทั้ง 2 ประเภท รวมกันเป็นจำนวน 375 คน คิดเป็นร้อยละ 56 และเป็นรัฐบาลพรรคเดียวเป็นครั้งแรกของประเทศไทย
 
               การที่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งจะก้าวมาถึงจุดนั้นได้ ย่อมจะต้องมีปัจจัยในหลายๆ ด้า  เป็นแรงสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นกุศโลบายหรือหมากกลต่างๆ บุคลากรภายในพรรค ฐานมวลชนที่แน่นหนาและเครือข่ายที่กว้างขวาง การโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ บุคลิกของผู้นำพรรค รวมทั้งทุนทรัพย์ในการดำเนินการแต่จากอดีตถึงปัจจุบันความมุ่งหวังที่จะเอาชนะในการเลือกตั้ง ได้นำพาประเทศไทยเข้าสู่วังวนของการซื้อเสียง-ขายเสียง การกำจัดคู่ต่อสู้ทางการเมือง การทุจริตการเลือกตั้งด้วยวิธีการต่างๆ และผลสุดท้ายก็มักจะได้รัฐบาลที่มาเพื่อถอนทุน และก่อปัญหาคอรัปชั่น การผูกขาดผลประโยชน์ และการใช้อำนาจในทางมิชอบจากประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดแนวโน้มและความรู้สึกหวั่นเกรงว่า รัฐบาลที่มีอำนาจมากเกินไปอาจนำไปสู่สภาพของเผด็จการรัฐสภาได้
 
               ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของพรรคไทยรักไทยในอดีตหรือพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน ซึ่งถ้าจะพูดตามตรงแล้วก็คือยุทธศาสตร์ของคุณทักษิณ ในเรื่องพรรคการเมืองพรรคเดี่ยวในสภาก็ดี การจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวก็ดี รวมถึงการรวบอำนาจในการบริหารบ้านเมืองก็ดี เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อหลายๆ ฝ่าย ทั้งพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ข้าราชการประจำบางส่วน นักธุรกิจบางกลุ่ม รวมถึงประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิด วิธีการทำงาน และพฤติกรรมของพรรคและคนในพรรคเพื่อไทย
 
               ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงเห็นด้วยว่า การมีรัฐบาลผสมซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์หลายพรรคหลายกลุ่มนั้น เป็นปัญหาสำคัญของการบริหารจัดการประเทศไทยให้ก้าวทันโลกในยุคปัจจุบัน และก็เชื่อว่าท่านผู้อ่านก็คงจะเห็นด้วยเช่นกันว่า การมีรัฐบาลที่มาจากพรรคเดียวและมาจากกลุ่มผลประโยชน์เพียงกลุ่มเดียว ก็เป็นอันตรายต่อประเทศชาติไม่น้อยไปกว่ากัน
 
               เรียนตามตรงว่า ผมไม่เห็นว่าการชนะการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ปทุมธานี ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นมา จะเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ และก็มองไม่เห็นว่าจะเป็นความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของพรรคเพื่อไทย แต่ผมรู้สึกดีที่ประเทศไทยของเรายังมีการเลือกตั้ง และประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการเลือกคนที่ตนพึงพอใจเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎร
 
               แต่สิ่งที่ผมอยากจะเห็นก็คือ การที่พรรคเพื่อไทยจะหยุดมองและหยุดคิดสักนิดหนึ่งว่า ยุทธศาสตร์แบบเอาชนะการเลือกตั้งลูกเดียวนั้น เป็นเพียงการชนะคู่แข่งในพื้นที่แต่ไม่ชนะใจคนทั้งประเทศเหมือนสมัยที่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 และก็ไม่ใช่ชัยชนะที่ถาวร เพราะอาจจะพบกับเหตุการณ์ทำนองเดียวกันกับการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ปทุมธานีอีกเมื่อไหร่ก็ได้ในอนาคตอันใกล้
 
               และพรรคเพื่อไทยควรจะคิดยุทธศาสตร์ใหม่ว่า ทำอย่างไรถึงจะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้? ทำอย่างไรประชาชนถึงจะเชื่อใจและวางใจพรรคเพื่อไทย? ทำอย่างไรถึงจะมีมิตรมากกว่าศัตรู? และทำอย่างไรประเทศไทยถึงจะก้าวไปข้างหน้าและคนไทยถึงจะอยู่เย็นเป็นสุขเสียที?
 
               เหล่านี้ต่างหาก คือยุทธศาสตร์และพันธกิจอันแท้จริงที่พรรคการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาลพึงมี