ข่าว

แกะรอย 'ทัวร์ปรองดอง'
สัญญาณเกี้ยเซียะแรงชัด
ทวงคืนยุติธรรม..ดูอ่อนล้า?

แกะรอย 'ทัวร์ปรองดอง' สัญญาณเกี้ยเซียะแรงชัด ทวงคืนยุติธรรม..ดูอ่อนล้า?

24 เม.ย. 2555

แม้จะไม่ได้เหยียบบนแผ่นดินไทย แต่การเดินทางมาเลียบเคียงประชิดติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้านของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ทำให้อุณหภูมิการเมืองพุ่งสูง ไม่เงียบหายไปตามเทศกาลหยุดยาววันสงกรานต์

แม้จะไม่ได้เหยียบบนแผ่นดินไทย แต่การเดินทางมาเลียบเคียงประชิดติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้านของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ทำให้อุณหภูมิการเมืองพุ่งสูง ไม่เงียบหายไปตามเทศกาลหยุดยาววันสงกรานต์

 ร้อนแรงตั้งแต่คลื่นมวลชนเสื้อแดงเตรียมการเดินทางไปรดน้ำดำหัวอดีตนายกฯ ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน ต่อเนื่องมาถึงวันที่ 14-16 เมษายน ที่ราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งมีการอำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่มวลชนและการรักษาความปลอดภัยอย่างพร้อมสรรพ กับงานอีเวนต์คนรักทักษิณ ที่มีการจัดเตรียมเวทีลานวัฒนธรรมฯ ให้ พ.ต.ท.ทักษิณปราศรัยพบปะกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยตัวเองให้คลายคิดถึงกัน

 ความเคลื่อนไหวสำคัญของการเดินทางมายังสองประเทศเพื่อนบ้านนี้ หนีไม่พ้นสัญญาณการเมืองใน 'โหมดปรองดอง' ที่เปล่งมาจากการปากอดีตผู้นำ

สื่อถึงชนชั้นนำ

 เริ่มต้นที่ลาว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวอวยพร พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่า พล.อ.เปรม เป็นผู้ใหญ่ที่ตนเคารพรัก ตอนที่อยู่เมืองไทยไปกราบเคารพท่านเป็นประจำ ปีนี้ท่านอายุมาก แต่ยังแข็งแรง ยังอิจฉาถ้าผมอายุน้อยกว่าท่านหน่อย จะแข็งแรงเท่าท่านหรือไม่ สุขภาพดีมาก ก็ฝากกราบความปรารถนาดีให้ท่านสุขภาพดีต่อไป เพราะสุขภาพท่านดีมาก ทั้งสุขภาพกายและจิต เป็นการรักษาสุขภาพที่เราน่าเอาอย่าง

 เมื่อไม่มีข้อจำกัดเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเช่นในลาว ครั้นถึงประเทศกัมพูชา พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ถูกห้อมล้อมจากบรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทย นักการเมืองบ้านเลขที่ 111 แกนนำ นปช. ที่เดินทางมาต้อนรับ และร่วมขึ้นเวทีปราศรัยคละเคล้าเสียงเพลงกันอย่างอบอุ่น

 การเยือนถิ่นกัมพูชานี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้นั่งตอบคำถามต่อสื่อมวลชน ว่าด้วยเรื่องการเมืองไทยอย่างชัดถ้อยชัดคำ ที่ส่งสัญญาณถึงการประนีประนอม ในปีอันเป็นมงคลนี้

 "เป็นปีที่ผมรู้สึกและมั่นใจว่าเป็นปีที่ดีของพวกเราทุกคน เราจะอยู่กันแบบนักสู้ที่มีแต่สันติสุข ไม่มีการรุนแรงท้าทายใดๆ ปีนี้เป็นวาระสำคัญ 28 กรกฎาคม พระบรมโอรสาธิราชฯ เจริญพระชนมายุครบ 60 พรรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา เป็นอะไรหลายอย่างที่บอกเหตุว่าผมจะได้กลับไปอยู่กับพี่น้อง"

จะกลับต้องปลอดภัย

 ส่วนคำถามที่ถามว่า อยากกลับเมื่อไหร่ เขาตอบว่าก็อยากกลับตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว แต่ว่ากลับไปแล้วก็ต้องให้ทุกอย่างดีกว่านี้ ลงตัวกว่านี้

 "เชื่อมั้ยครับว่า ผมกลับไปตอนที่พรรคพลังประชาชนชนะ ผู้นำประเทศบางประเทศยังโทรศัพท์มาหาผมว่า แม้พรรคท่านจะชนะการเลือกตั้ง ท่านก็ใช่ว่าจะปลอดภัยนะ อาจจะมีคนลอบฆ่าอยู่นะ ขอให้ระวังตัวด้วย ผมก็นั่งรถกันกระสุนตลอดเวลา เราอยากกลับไปแบบไปเดินท้องถนนได้ ไปกินก๋วยเตี๋ยวข้างทางได้ อยากให้สถานการณ์เป็นอย่างนั้น"

 แล้วถ้าการแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จ และผลักดันเรื่องปรองดองไปได้แล้ว จะเดินทางกลับง่ายขึ้นใช่หรือไม่นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า ทุกอย่างต้องกลับไปสู่หลักความเป็นธรรม ทุกอย่างต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้นคือความเป็นธรรม และผู้ที่ทำหน้าที่รักษาความยุติธรรมต้องมีความเป็นธรรมด้วย

 เมื่อกระบวนการยุติธรรมไปที่ศูนย์ แล้วเริ่มต้นกันใหม่ เขาก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการ

 "แน่นอนครับผมไม่ผิด ผมไม่เคยกลัวเลย แต่ขอให้กระบวนการยุติธรรมมันยุติธรรมจริงๆ"

'นิรโทษกรรม' ต้องเสียสละ

 ถ้ามีการนิรโทษกรรมแล้วจะมีประโยชน์กับฝ่ายค้านด้วย พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า นี่คือทุกฝ่ายต้องคิดว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น การนิรโทษกรรมเป็นเรื่องภายประเทศ ไม่ใช่เป็นเรื่องระหว่างประเทศ การนิรโทษกรรมในประเทศ มิใช่เป็นการนิรโทษกรรมนานาชาติได้ แต่ว่าคำนิรโทษกรรมยังไม่ได้คิดใช้กัน คิดแต่ว่าทำอย่างไรให้คนหันหน้าเข้าหากัน

 ขณะที่ตัวเขาเองก็ตกเป็นผู้ต้องคำตัดสินคดีอาญาด้วยนั้น

 "ผมไม่ได้ทำอะไรผิดนะ ถ้ามีกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย และก็มีกระบวนการที่เป็นสากล ใครก็รับได้ และก็ไม่กลัวอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ทำผิด นี่บังเอิญว่าเราเป็นภาคียูเอ็น (สหประชาชาติ) เรื่องว่าไม่รับศาลเดียว แต่เราก็ตั้งศาลเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอยู่แล้ว"

 ส่วนความพยายามแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เขามองว่า ช่วง 50 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา เพราะเขามีหลักดำเนินคดี แต่ในช่วงหลังจากปฏิวัติ เรื่องนี้เอามาใช้ประโยชน์ในทางการเมืองมาก

 "แม้แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ไม่ทรงโปรดที่จะให้ใช้มาตรา 112 พร่ำเพรื่อ ผมเคยถวายงานทรง รับสั่งชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยที่จะมาทำแบบนี้ และไม่ได้ทรงระคายอะไร ทั้งนี้ บางครั้งใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าจงรักภักดีเพียงคนเดียวมากไปทำให้มีปัญหา"

 ในสถานการณ์ที่ความปรองดองยังเกิดไม่ได้ ฝ่ายค้านก็ยังมีปัญหา

 "ฝ่ายค้านก็คือตัวแทนประชาชน ฉะนั้น ฝ่ายค้านก็ต้องทำในสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น ถ้าประชาชนอยากเห็นการปรองดอง ฝ่ายค้านก็ต้องทำตาม ไม่งั้นก็จะถูกโดดเดี่ยว ฝ่ายค้านก็ต้องคิดว่าประชาชนคิดอย่างไร เช่นเดียวกับฝ่ายเสื้อแดง อย่างแม่น้องเกด เขาก็ยังไม่หายโกรธ ที่ลูกเขาถูกยิงอย่างไม่เป็นธรรม ถ้างั้นก็อย่านิรโทษกรรมเลย ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ คือเราต้องฟังว่า ประโยชน์ส่วนใหญ่ของประชาชนคืออะไร และส่วนน้อยต้องยอมเสียสละ"

 จะเห็นได้ว่าการตอบคำตอบสื่อมวลชนและการปราศรัยต่อหน้ามวลชนเสื้อแดงโดยไม่ผ่านเครื่องมือสื่อสารเหมือนเช่นเคยนั้น แสดงถึงท่าทีชัดเจนต่อการปรองดองกันของทุกฝ่าย ลบล้างประเด็นความขัดแย้งระหว่างบุคคล การเยียวยาสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ตลอดเกือบ 6 ปีหลังการรัฐประหาร

 มองอย่างผิวเผิน ประเด็นปัญหาการเมืองไทยในมุมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ดูจะพ้องกับข้อเสนอ 4 ประเด็นของนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ยิ่งนัก อันประกอบด้วย 1.ให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่อง โดยประกาศให้รัฐประหาร

 2.การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 3.เรื่องกระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย และการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 49 ที่จะอำนวยความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย และ 4.การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 แต่ตรรกะเหตุผลและเนื้อหาใจความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับนักวิชาการกลุ่มนี้ และแสดงให้เห็นว่า ได้เตรียมเปิดทางกลับสู่มาตุภูมิโดยสะดวกโยธิน ด้วยการลดความขัดแย้งกับขั้วอำนาจเก่า

 ท่าทีดังกล่าวจะเป็นไปเพื่อหยั่งกระแสสังคมหรือส่งสัญญาณการเจรจากันในระดับบุคคลกำลังจะเกิดขึ้น? ว่าแต่ว่ามวลชนแดง คิดเห็นเรื่องนี้อย่างไร