ข่าว

ค่าจ้างขั้นต่ำ!?

ค่าจ้างขั้นต่ำ!?

24 เม.ย. 2555

ค่าจ้างขั้นต่ำ : คอลัมน์ ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โดย ... พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

          เกือบครบหนึ่งเดือนแล้วสำหรับการประกาศปรับค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทย แม้จะมีเพียงแค่ 7 จังหวัดนำร่อง แต่ก็ถือว่ามีผลกระทบในวงกว้างมากเอาการ เพราะเป็นการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแบบก้าวกระโดด และยังมีการปรับอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ สำหรับแรงงานที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาทต่อเดือนพร้อมๆ กันอีกด้วย

          แน่นอนว่าฝ่ายลูกจ้างผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ย่อมยินดีกับการประกาศครั้งนี้ แม้ราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพจะถีบตัวสูงขึ้นไปรออยู่แล้วก็ตาม และก็แน่นอนว่าเป็นธรรมดาที่จะต้องยังคงมีลูกจ้างส่วนน้อยบางราย ที่ยังรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่บ้าง เช่น กลุ่มลูกจ้างที่มีอัตราค่าจ้างในระดับเท่ากัน หรือสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศใหม่เพียงเล็กน้อย และไม่ได้รับการปรับค่าจ้างขึ้น แต่ถูกเพื่อนที่เคยมีผลงานต่ำกว่าและได้รับค่าจ้างต่ำกว่าตนเอง ได้รับการปรับค่าจ้างขึ้นมาให้เทียบเท่า หรือใกล้เคียงกัน

          ส่วนทางฝ่ายนายจ้างนั้น แน่นอนเช่นกันว่ามีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับนานาชาติมักจะไม่มีปัญหา หนึ่งเพราะไม่อยากขัดเคืองใจกับรัฐบาล สองเป็นเพราะปรกติเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ก็มากกว่าอัตราที่ประกาศใหม่อยู่แล้ว จึงไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรมากนัก นอกจากอาจจะออกมาพูดให้สังคมรู้สึกดีกับตนเองขึ้นมาบ้าง หรืออาจจะพ่วงขอความเห็นใจขึ้นราคาสินค้าไปเสียในคราวเดียวกันนี้เลย

          ฝ่ายนายจ้างหรือใครที่มีความเห็นว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ก็มักจะโดนกล่าวหาว่ากดขี่ค่าแรงหากินบนหยาดเหงื่อแรงงาน หรือเข้าทำนองรวยแล้วไม่รู้จักแบ่งปัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไปในท่วงทำนองที่โดนสังคมตำหนิทั้งสิ้น จึงทำให้ไม่ค่อยอยากมีใครอยากออกมาอธิบาย ถึงข้อเสียของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้อย่างจริงจัง ทั้งที่ในทางปฏิบัติจริงยังมีปัญหาเกิดขึ้น กับทั้งฝ่ายผู้ประกอบการและลูกจ้างผู้ใช้แรงงานมากทีเดียว

          ในฝ่ายของลูกจ้างผู้ใช้แรงงานนั้นเมื่อฝ่ายนายจ้างเห็นว่า การขึ้นค่าแรงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จนส่งผลให้กำไรลดน้อยลงหรืออาจจะถึงขั้นมีผลประกอบการขาดทุน การลดแรงงานที่เป็นคนลงและหันไปใช้เครื่องจักรให้เข้ามาในส่วนการผลิตมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนการผลิตจึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการเลือกทำเพื่อความอยู่รอด นั่นหมายความว่าจะต้องมีแรงงานที่ต้องตกงานจำนวนหนึ่ง

          หรืออาจจะมีผู้ประกอบการบางรายที่หันไปลดสวัสดิการต่างๆ ลง แล้วนำค่าใช้จ่ายส่วนนั้นไปบวกเป็นค่าจ้างเพื่อให้บรรลุถึงตัวเลขตามที่กฎหมายกำหนด หรือปรับเปลี่ยนวิธีการคิดค่าจ้างทำงานเสียใหม่ ซึ่งเท่ากับว่าผู้ใช้แรงงานไม่ได้ประโยชน์ใดๆ จากกฎหมายดังกล่าวนี้แม้แต่น้อย มีแต่ขาดทุนเมื่อคิดเทียบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นไปก่อนหน้าแล้ว

          ยังมีผู้ประกอบการบางส่วนซึ่งมักจะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่และรายกลาง ได้รับประโยชน์จากการขึ้นค่าจ้างแรงงานครั้งนี้อย่างเต็มที่ เพราะจะทำให้มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาแข่งขันน้อยลง รวมทั้งผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่มีอยู่ ก็จะถอนตัวออกไปจากการแข่งขัน เพราะไม่สามารถสู้กับต้นทุนค่าแรงใหม่ได้

          ในขณะที่รายรับก็ยังอ้างอิงกับผู้ว่าจ้างหรือลูกค้าได้ว่า มีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากค่าจ้างตามที่รัฐบาลประกาศ จึงจำเป็นต้องปรับค่าจ้างหรือค่าบริการขึ้นไปอีกเล็กน้อย หากได้รับการอนุมัติจากลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างก็เท่ากับได้กำไรเพิ่มขึ้น หากไม่ได้รับการสนองตอบก็ไม่มีอะไรเสียหายเพราะเท่ากับว่ายังสามารถทำกำไรได้เท่าเดิม

          การปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ จุดอ่อนจึงอยู่ที่ไม่ได้ทำการปรับตามลำดับขั้นตอนหรือไม่ค่อยๆ ทำการปรับ แต่เลือกวิธีการปรับแบบก้าวกระโดดสำหรับค่าแรงขั้นต่ำสุด ทำให้เกิดความลักลั่นในกระบวนการจ้างงานอย่างเห็นได้ชัด ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้และเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางค่อนข้างเล็ก ที่มีจำนวนแรงงานไม่เกินสามสิบคนและมีคนที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำเหลืออยู่ไม่มากนัก จึงกลายเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการประกาศครั้งนี้มากที่สุดครับ

 

 

----------

(หมายเหตุ : ค่าจ้างขั้นต่ำ : คอลัมน์ ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โดย ... พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)

----------